จากรุ่นสู่รุ่น : ไทย vs เมียนมา ดาร์บี้แมตช์แห่งคาบสมุทรอินโดจีน

5 ต.ค. 2017 09:09:00

2 months ago

ความเข้มข้นของ 2 ทีมแกร่งแห่งภูมิภาค จากปากคำของแข้งทีมชาติต่างยุค
Picture

การพบกันระหว่างไทยและเมียนมาถือเป็นแมตช์ที่มีความเข้มข้นมาโดยตลอด เนื่องจากในอดีตทั้งคู่ถือเป็นเต้ยแห่งภูมิภาคมาช้านาน

โดยทีมชาติเมียนมาถือว่ายิ่งใหญ่มากในช่วงทศวรรษที่ 60 คว้าแชมป์เอเชียน เกมส์ ตอนที่ยังไม่มีการจำกัดอายุเป็นรุ่นไม่เกิน 23 ปี สองสมัยซ้อนปี 1966 และ 1970 คั่นกลางด้วยรองแชมป์เอเชียน คัพ ปี 1968 รวมถึงแชมป์ซีเกมส์ 5 สมัยติดต่อกันระหว่างปี 1965-1973

หลังจากนั้น ทีมชาติไทยก็ค่อยๆ สถาปนาตัวเองครองความเป็นจ้าวแห่งอาเซียน โดยคว้าเหรียญทองได้ 4 จาก 6 สมัยในช่วงระหว่างปี 1975-1985 ก่อนจะสร้างสถิติใหม่เป็นแชมป์ซีเกมส์ 8 สมัยติดต่อกันตั้งแต่ปี 1993-2007

และด้วยประวัติศาสตร์ รวมถึงศักดิ์ศรีในความเป็นชาติหัวแถวด้านลูกหนังของภูมิภาคนั้นเองจึงทำให้การพบกันระหว่างทั้ง 2 ทีมสามารถเรียกได้ว่า "ดาร์บี้แมตช์" ได้อย่างไม่เคอะเขิน เนื่องจากภูมิหลังของคู่นี้มีมาอย่างยาวนาน และมีเรื่องให้กล่าวถึงกันตลอดมาจากรุ่นสู่รุ่น

เมียนมา : จ้าวแห่งเอเชีย

“เกมมันมีความเข้มข้นตั้งแต่ยุครุ่นพี่ผมเสียอีก ตั้งแต่ยุคพี่ อำนาจ (เฉลิมเชาวลิต) พี่นิวัฒน์ (ศรีสวัสดิ์) ก็เล่าสืบต่อกันมา กองเชียร์ถึงขนาดร้องเพลงบางระจันเพื่อเป็นการปลุกใจกันเลยทีเดียว” วรวรรณ ชิตะวณิช อดีตมิดฟิลด์ระดับอัจฉริยะของทีมชาติไทยเจ้าของเหรียญทองซีเกมส์ 3 สมัยรำลึกความหลัง

“สมัยก่อนเมียนมาถือเป็นมือหนึ่งของเอเชียนะ โอลิมปิกส์ก็เคยไปมาแล้ว เอเชียนเกมส์พวกเขาก็เคยได้แชมป์มาแล้ว”

“แต่ก่อนเขาเป็นอาณานิคมของอังกฤษไง คนอังกฤษเขาก็นำโค้ชอังกฤษมาสอน ทำให้เมียนมาคือเต็งหนึ่ง อันดับ 1 ในเอเชีย เป็นรองแค่อิสราเอลที่เมื่อก่อนยังอยู่เอเอฟซี เกาหลี ญี่ปุ่น นี่ยังไม่ก้าวขึ้นมาด้วยซ้ำ”

 “เมื่อก่อนเขาเล่นต่อบอลกับพื้น ไม่มีโยน ออกด้านข้างแล้วก็ครอสเข้ามาหรือจะลูกเรียดเข้ามา ผมเคยเล่นกับเมียนมาครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2522 ในถ้วยเมอร์เดก้า คัพ (ฟุตบอลทัวร์นาเม้นต์กระชับมิตรของมาเลเซีย) 10 นาทีแรกผมไล่บอลยังไม่เจอบอลเลย”

ความสุดยอดของเมียนมายุคก่อนอยู่ในความทรงจำของนักฟุตบอลทีมชาติไทยหลายๆ คน… พวกเขาจดจำได้ดีถึงความแข็งแกร่งของเพื่อนบ้านชาตินี้ โดย กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์ ผู้รักษาประตูมือหนึ่งทีมชาติไทยชุดปัจจุบัน พูดถึงความทรงจำสมัยเด็กๆ ที่ได้ดูแข้ง “ช้างศึก” รุ่นพี่โรมรันกับเมียนมาผ่านหน้าจอโทรทัศน์ว่า “เมียนมากับไทยเวลาเจอกันก็จะมีความดุเดือด เข้มข้น ในเรื่องของศักดิ์ศรี บ้านใกล้เรือนเคียงกันด้วย และมีประวัติศาสตร์กันมานานแล้ว ก็เลยต่อเนื่องมาจนถึงฟุตบอล มันเป็นความสนุก เหมือนเราออกรบกันในสนาม ทุกครั้งที่ได้ดูก็เตะกันไฟแล่บ”

ความเข้มข้นในสนาม

ในสมัยที่ยังไม่มีรายการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติอาเซียน และฟุตบอลชายซีเกมส์ถือว่าเป็นการช่วงชิงความเป็นใหญ่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น การเจอกันระหว่างไทยกับเมียนมามักจะมีเรื่องราวให้พูดถึงเสมอ

“ผมยังจำได้ตอนซีเกมส์ที่ฟิลิปปินส์ พ.ศ. 2524 เราโดนยั่วยุทุกอย่าง เขาต้องการให้เราเล่นนอกเกม พอเรานอกเกมเขาก็เล่นในเกม ถ้าเราเสียใบแดง เขาก็กลับมาเล่นบอลตามปกติ” วรวรรณ ชิตะวณิช พูดถึงเกมแห่งความทรงจำของเขา

“ครึ่งหลังเราเก็บอารมณ์ไม่อยู่ จากที่นำ 3-1 เหลือแค่ไม่กี่นาที เราวิ่งไปตีเข่าใส่เค้าจนเสียจุดโทษ จน เสธ. ทวี (ทวี จุลละทรัพย์ - ประธานคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทยในขณะนั้น) ต้องลงมาต่อว่านักบอลเลยว่า - เรานำ 3-1 แล้วทำไมต้องไปเล่นนอกเกมด้วย”

“เกมนั้นถ้าแพ้เราก็ตกรอบ ยังดีที่เรายังรักษาสกอร์เสมอไว้ได้ ก่อนจะเข้าไปตัดเชือกชนะอินโดฯ ชนะมาเลย์ในรอบชิงฯ ได้แชมป์ที่ฟิลิปปินส์ตอนนั้น”

ขณะเดียวกัน หนึ่งในแมตช์แห่งความทรงจำของแฟนบอลในเกมระหว่างไทยกับเมียนมาก็คือ นัดชิงชนะเลิศฟุตบอลชายซีเกมส์ปี 1993 ที่ทัพ “ช้างศึก” เอาชนะ “สิงห์โตทอง” แบบสุดมันส์ 4-3 หลังจากที่เมียนมาห่างเหินจากรอบชิงชนะเลิศรายการนี้ไป 20 ปี ส่วนไทยถือเป็นการเข้าชิงครั้งแรกในรอบ 8 ปี

ซึ่งหลังจากคว้าเหรียญทองในแดนเมอร์ไลอ้อนส์ได้สำเร็จ ก็เหมือนเป็นโมเมนตัมให้ไทยกลับมาเป็นอันดับ 1 ในอาเซียนอีกครั้งในยุค 90

โดย สุรชัย จตุรภัทรพงศ์ อดีตกองกลางทีมชาติไทยที่ลงเล่นในเกมดังกล่าว เจ้าของเหรียญทองซีเกมส์ 4 สมัย และเอเอฟเอฟ คัพ 3 สมัย ที่ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสโมสรฟุตบอลบางกอกกล๊าส เล่าให้ฟังว่า “นักฟุตบอลเมียนมาสมัยก่อนต้องยอมรับว่าเด่นทางด้านเทคนิคล้วนๆ ทำให้นัดนั้นรูปเกมมันสูสีกันมาก จนกระทั่งซิโก้มาโหม่งประตูชัยเข้าไปนั่นล่ะ”

ซึ่งทาง กวินทร์ เองก็มีประสบการณ์อันน่าตื่นเต้นกับเมียนมาเช่นกัน เมื่อคราวไปเยือนครั้งแรกในฟุตบอลซีเกมส์ปี 2013 ที่สนามธุวันนา สเตเดี้ยม เมืองย่างกุ้ง “แฟนบอลเมียนมาเข้ามากันเยอะนะ ยอมรับว่าตอนโดนนำ 1-0 พวกเขาสร้างความกดดันให้เรามาก”

“ดังนั้นพอเรามาตีเสมอในครึ่งหลังได้ มันจึงเป็นอะไรที่สะใจมาก แล้วหลังจบนัดนั้นเมียนมาก็ตกรอบด้วย กองเชียร์เขาถึงกับเผาเก้าอี้ระบายอารมณ์เลยทีเดียว ก็ถือเป็นประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นเกมหนึ่งสำหรับผมก็ว่าได้ครับ”

ณ ปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม ทุกวันนี้ต้องยอมรับว่าทีมชาติเมียนมายังห่างจากจุดที่เกรียงไกรเมื่อ 40 กว่าปีก่อนพอสมควร

“พอเมียนมามีปัญหาภายในเรื่องการปกครอง ทหารเข้ามาปิดประเทศ เรื่องฟุตบอลก็ดูล้าหลังไปเลย” วรวรรณ ชิตะวณิช ให้ความเห็น

"พอหลังจากปี 2524 ปี 2526 ก็เริ่มดร็อปลง แต่ว่าเดี๋ยวนี้เขาก็พัฒนาขึ้นมาเยอะ มีการพัฒนาในระดับเยาวชน เหมือนมาเลย์น่ะ ซีเกมส์เขาเกือบได้แชมป์ ก็ต้องดูกันรุ่นต่อไป”

ส่วน “โค้ชง้วน” ก็กล่าวเสริมว่า “พอฟุตบอลมันเริ่มมีแทคติกมากขึ้น จากเดิมเมียนมาที่เคยเด่นในเรื่องของเทคนิค ซึ่งสมัยก่อนเขาดีกว่าเราด้วยซ้ำ ผลลัพธ์มันเลยกลายเป็นอีกแบบหนึ่ง แต่ตอนนี้พวกเขาก็เริ่มกลับมา หลังจากที่ชุด U-20 ได้ไปเล่นฟุตบอลเยาวชนโลกเมื่อ 2 ปีก่อน”

ขณะเดียวกันกัปตันทีมชาติไทยคนปัจจุบันอย่าง กวินทร์ ก็ยอมรับในการแถลงข่าวก่อนเตะว่า  “เกมนี้เป็นเกมที่สำคัญ เพราะเราทุกคนในทีมอยากทำผลงานให้ดี แม้ว่าจะไม่ใช่เกมที่ง่าย เนื่องจากเมียนมาได้เล่นในบ้าน แต่เราก็ต้องการคว้าชัยชนะกลับไป”

ดังนั้นเกมกระชับมิตรที่มัณฑะเลย์แมตช์นี้ นอกจากจะมีคะแนนแรงกิ้งฟีฟ่ารออยู่ ก็ยังถือเป็นการสำรวจพัฒนาการของทัพ “สิงห์โตทอง” ไปในตัวเช่นกันว่าเปลี่ยนไปอย่างไร จากที่เจอกันครั้งสุดท้ายเมื่อ 10 เดือนก่อน…