สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง “ทำไมต้องศูนย์ฝึกแอสไพร์”

9 ก.ย. 2016 10:21:00

8 months ago

ที่มาที่ไป ทุกแง่มุม ความคิด เกี่ยวกับการริเริ่มโครงการครั้งนี้ ทำไมต้องเลือกศูนย์ฝึกแอสไพร์ (Aspire Academy)เป็นจุดหมาย นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯให้คำตอบไว้ในบทสัมภาษณ์นี้
Picture

ที่มาที่ไป ทุกแง่มุม ความคิด เกี่ยวกับการริเริ่มโครงการครั้งนี้ ทำไมต้องเลือกศูนย์ฝึกแอสไพร์ (Aspire Academy)เป็นจุดหมาย นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯให้คำตอบไว้ในบทสัมภาษณ์นี้

ถัดจากการจัดอบรมผู้ตัดสิน และดึงตัวฟาฮัด อับดุลลาเยฟ ที่ปรึกษาฝ่ายผู้ตัดสินของสมาพันธ์ฟุตบอลเอเชีย (เอเอฟซี) และ สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) มาเป็นผู้อบรมให้ผู้ตัดสินชาวไทยอย่างถาวร ภารกิจต่อไปของพล.ต.อ สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย คือการเข้าเจรจากับ ชีค สะอูด อัล มุฮานาดี รองประธานสมาคมฟุตบอลกาตาร์ เกี่ยวกับการริเริ่มโครงการส่งโค้ชชาวไทยมาอบรมที่ประเทศกาตาร์

“ผมมีแนวคิดนี้ตั้งแต่ได้รับเลือกตั้ง พยายามดูประเทศที่อยู่ในเอเชียที่ประสบความสำเร็จ แล้วพัฒนาฟุตบอลได้ก้าวหน้าหรือดีกว่าประเทศไทยอย่างไร ทั้งๆที่ในอดีตบางประเทศสูสีหรือด้อยกว่าไทยด้วยซ้ำ ไม่ว่าจะเป็นเกาหลีใต้หรือญี่ปุ่น ฉะนั้นเราจึงพยายามดูว่าเขาวิธีพัฒนาอย่างไร” สมยศกล่าวเริ่ม

“จากการไปดูงานเห็นว่าฟุตบอลทีมชาติของเขาจะมีรูปแบบแนวทางการเล่นเป็นไปในทิศทางเดียวกันจึงประสบความสำเร็จ ทีมชาติชุดใหญ่ ชุดรอง กลางหรือเล็ก ถ้าโค้ชมีรูปแบบหรือปรัชญาเหมือนกัน ผู้เล่นมันก็สามารถรับช่วงต่อกันได้โดยที่ไม่ต้องมาดัดแปลงหรือเริ่มใหม่ เช่นโค้ชชุดใหญ่รับเด็กจากชุดเล็กมา เด็กก็จะรู้เลยว่าต้องเล่นรูปแบบยังไง

“ถ้าโค้ชแต่ละคนมีวิธีรูปแบบทำทีมหรือปรัชญาเหมือนกัน นักเตะก็จะสบายไม่ต้องเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่เจอโค้ชคนหนึ่งเล่นอย่างหนึ่ง เจออีกคนเล่นอีกอย่าง แบบนั้นถือว่าไม่ดี เพราะโดยธรรมชาติคนเราจะเปลี่ยนแปลงกันไม่ได้ง่ายๆ ยิ่งพออายุเยอะๆก็ยิ่งเปลี่ยนยาก

“ผมจึงมีความคิดว่าอยากเห็นวิธีการหรือรูปแบบของนักเตะไทยคล้ายคลึงกัน รูปแบบเดียวกัน ซึ่งมันจะทำให้ชุดเล็กต่อยอดไปชุดกลาง ชุดใหญ่ ได้สบาย ที่สำคัญผมอยากเห็นเวลาเราไปเล่นที่ไหน แฟนบอลพูดกันว่าเล่นแบบนี้สไตล์ทีมชาติไทย เหมือนที่เราพูดๆกันว่าเล่นฟุตบอลแบบนี้สไตล์สเปนนะ อังกฤษนะ เยอรมันนะ หรือ บราซิลนะ ผมอยากให้มันเกิดขึ้น ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในวงการฟุตบอลไทย”

นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยเดินเยี่ยมชม แอสไพร์ อคาเดมี ที่ถูกยกให้เป็นหนึ่งในศูนย์ฝึกลูกหนังระดับโลก

เกาหลีใต้และญี่ปุ่น คือสองชาติที่มีสรีระใกล้เคียงกับไทย และเข้าไปเล่นในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายได้อย่างต่อเนื่อง แต่นายกลูกหนังไทยเลือกที่จะมายังกาตาร์ด้วยเหตุผลสำคัญ คือศูนย์ฝึกฟุตบอลระดับโลกอย่างแอสไพร์ อะคาเดมี

“ที่เราเลือกกาตาร์เพราะว่ากาตาร์มีศูนย์ฝึกแอสไพร์ ซึ่งถือว่าเป็นระดับโลก รวมถึงกาตาร์เองก็พร้อมที่จะเปิดรับเราเข้าไป ที่สำคัญคือที่นี่เขามีโค้ชให้เราเลือกอบรมด้วยทั้งเยอรมัน สเปน หรือ อังกฤษ” สมยศกล่าวต่อ

“ผมเข้าใจว่าแฟนบอลไทยบางคนอาจเกิดคำถามว่าทำไมเราไม่เลือกไปญี่ปุ่นหรือเกาหลีใต้ แต่ผมอยากให้มองว่าพวกเขาเหล่านั้นเล่นบอลแบบไหน หนึ่งเลยเขาพัฒนารูปร่างผู้เล่นได้ใหญ่กว่าเราแล้ว เขาเล่นสไตล์เยอรมัน เราจะไปตามเขาคงไม่เหมาะ เพราะเราตัวเล็ก แต่ก็มีความคล่องแคล่ง ว่องไว ฉะนั้นในเมื่อญี่ปุ่น, เกาหลีใต้ ไม่มีแบบนี้ เราเห็นว่ากาตาร์เหมาะที่สุด”

“เราต้องเลือกแบบอย่างที่เหมาะกับคนไทย ทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับคนไทย คนไทยยังตัวเล็กอยู่จะไปเล่นแบบเยอรมัน ใช้ความสูงใหญ่ หรืออังกฤษที่กระแทก เน้นพละกำลังไม่ได้ เราต้องเอาจุดอ่อนของเรามาเป็นจุดแข็งให้ได้”

เป้าหมายโครงการครั้งนี้ พล.ต.อ สมยศ ไม่ได้หวังเพียงพัฒนาโค้ชชาวไทยให้กลับมาพัฒนาฟุตบอลทีมชาติไทยในอนาคต แต่ยังมองไปถึงอนาคตที่โค้ชชาวไทยจะได้รับการยอมรับจากนานาชาติและเบิกทางสู่การคุมทีมในต่างประเทศในฐานะ “คนไทย” ด้วย

“เป้าหมายสูงสุด หนึ่งเลยผมอยากให้ประเทศไทยมีโค้ชที่ผ่านการฝึกอบรมจากสถาบันระดับโลกหรือมาตรฐานแบบนี้ ซึ่งได้รับการยอมรับจากทั่วโลก มีรูปแบบฝึกอบรมแบบเดียวกัน เหมือนคนจบการศึกษาจากที่เดียวกัน คุยกันรู้เรื่องทุกรุ่น ทุกอายุ

“ที่สำคัญหากว่าในอนาคตเรามีโค้ชที่จบหลักสูตรเดียวกันเยอะๆ เมื่อเขากลับไปทำอะคาเดมีของสโมสรก็จะยึดแนวทางเดียวกัน ผลประโยชน์ก็จะเกิดขึ้นกับทีมชาติไทยที่จะมีตัวเลือกนักเตะมากขึ้นแล้วเข้าใจสไตล์การเล่นดี ว่าต้องเล่นอย่างไร

“และถ้าเราอยากเห็นโค้ชไทยไปคุมทีมต่างประเทศบ้างเราก็ต้องเริ่มจากตรงนี้ก่อน ทำให้คนไทยมีคุณภาพ มาตรฐานเทียบเท่าสากลก่อน และเมื่อได้รับการยอมรับ เมื่อนั้นโค้ชคนไทยก็จะเป็นเหมือนแบรนด์หนึ่งในทีมต่างประเทศเอง

“ตอนผมไปดูงานที่ญี่ปุ่น เขาก็บอกว่านักเตะหรือทีมชาติจะพัฒนาได้ ต้องเริ่มจากโค้ช เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ฉะนั้นเราต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากๆ”

นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยรับมอบของที่ระลึกจากชีค สะอูด อัล มุฮานาดี รองประธานสมาคมฟุตบอลกาตาร์

การพูดคุยระหว่าง พล.ต.อ. สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง กับ ชีค สะอูด อัล มุฮานาดี รองประธานสมาคมฟุตบอลกาตาร์ เป็นไปอย่างราบรื่น โดยสมาคมฟุตบอลกาตาร์ พร้อมให้การช่วยเหลือริเริ่มโครงการครั้งนี้อย่างเต็มที่ รวมถึงด้านอื่นๆ  อีกทั้งยังได้พาเยี่ยมชมศูนย์ฝึกแอสไพร์ อะคาเดมี  ท่ามกลางบรรยากาศอันชื่นมื่น

“ผมได้มีโอกาสไปเข้าพบ ชีค สะอูด รองประธานสมาคมฟุตบอลกาตาร์ เราได้หารือกันถึงความร่วมมือระหว่างกาตาร์กับประเทศไทยในการพัฒนาฟุตบอลในประเทศไทย” สมยศพูดถึงการพูดคุยดังกล่าว

“ผมเสนอขอความร่วมมือ ให้แอสไพร์อะคาเดมีเปิดอบรมโค้ชไทย โดยทางสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ จะคัดโค้ชระดับ เอไอเลนส์ มาอบรมที่ประเทศกาตาร์

“จากที่ได้หารือกับวิทยา เลาหกุล มีความเห็นตรงกันว่า คนไทยเป็นคนรูปร่างเล็ก คล่องตัว คล้ายกับคนสเปน ก็เลยเลือกรูปแบบการเล่นแบบสเปน ทางชีค สะอูด ก็ได้แนะนำให้ไปเจรจากับ อิบัน บราโบ ผู้อำนวยการทั่วไปของแอสไพร์ซึ่งเป็นชาวสเปน ซึ่งเขาก็ขอผู้มาเรียน คลาสละ 4 คน และจะไปคัดตัวโค้ชให้เราด้วย

“เราจะเรียกโค้ชที่อยู่ในระดับเอ ไลเซนส์ มาทั้งหมด เพื่อคัดกรองก่อนหนึ่งรอบ เพราะในประเทศไทยมีโค้ชเอ ไลเซนส์มากมาย แต่หลายคนก็ไม่ได้ทำหน้าที่แล้ว บางส่วนก็ไม่มีความพร้อม นอกจากนี้ ชีค สะอูด และ สมาคมฟุตบอลกาตาร์ ยังได้ให้ความกรุณาว่า หากเราต้องการเรื่องอะไรเพิ่มเติมก็สามารถแจ้งมาได้ทันที ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการศึกษา การสร้างศูนย์ฝึกฟุตบอลในประเทศไทย เขาก็พร้อมจะให้ความแนะนำ และพร้อมที่จะเดินทางไปประเทศไทยเพื่อให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนในทุกด้าน”

“อย่างไรก็ตามผมอยากให้แฟนบอลชาวไทยอดทน เพราะการพัฒนาต่างประเทศบอกต้องใช้เวลา 10 ปีอย่างน้อย ต้องเรียนรู้ รอคอย แล้วรับได้กับการแพ้หรือชนะ ไม่ใช่ว่าต้องชนะอย่างเดียว ประเทศที่พัฒนาแล้วเขามองว่าการแพ้ชนะ เป็นเรื่องรอง ถ้าเป้าหมายของเขายังไม่ถึงเวลา สมมุติวางเป้าไว้ที่ 10 ปี ระหว่างปีที่ 1-2-3-4-5-6-7 แพ้ก็ไม่เห็นเป็นไร ระหว่างนั้นการแพ้คือการพัฒนา ฉะนั้นอยากให้แฟนบอลไทยเข้าใจสิ่งนี้ด้วยครับ” สมยศกล่าวปิดท้าย