The big interview : เอริก อับราม ประธานพัฒนาเทคนิคแห่งออสเตรเลีย

22 มิ.ย. 2018 12:48:00

3 weeks ago

วิทยา เลาหกุล สัมภาษณ์พิเศษ เอริก อับราม ประธานพัฒนาเทคนิคแห่งออสเตรเลีย
Picture

 เอริก อับราม (Eric Abram) เป็นนักเตะอาชีพที่มีประสบการณ์ในการเล่นอย่างโชกโชน เขาเคยเป็นทั้งโค้ชทีมชาติชุดเยาวชนของเบลเยี่ยม วิทยากรเอเอฟซี และปัจจุปันประธานพัฒนาเทคนิคของประเทศออสเตรเลีย

ประวัติของเอริกยาวเหยียด เขาเป็นคนวางโครงสร้างแนวทางในการพัฒนาเยาวชนให้กับเบลเยี่ยมในปี 2002-2013 นักเตะที่ผ่านเส้นทางในการพัฒนาของเขาถ้าพูดถึงคงไม่มีใครไม่รู้จักไม่ว่าจะเป็น แว็งซ็องต์ ก็อมปานี (Vincent Kompany), เอแด็น อาซาร์ (Eden Hazard), โรเมลู ลูกากู (Romulu Lukaku), แยน แฟร์ตองเก้น (Jan Verthongen) และ เควิน เดอ บรอยน์ (Kevin De Bruyne)

การไปสัมมนาฯทุกๆครั้ง นอกจากจะสัมมนาฯในห้องเกี่ยวกับทางวิชาการแล้ว นอกห้องในบางประเทศก็จัดให้มีภาคปฏิบัติ ให้โค้ชและฝ่ายเทคนิคของแต่ละประเทศได้ยืดเส้นยืดสายในภาคสนาม

เทคนิคคอล ไดเร็กเตอร์ (Technical Director) หรือทีเรียกกันง่ายๆ ว่า TD นั้นส่วนใหญ่เป็นอดีตนักเตะที่มีประสบการณ์ เพราะฉะนั้นในหลายๆ ประเทศในเอเชียรวมทั้งในย่านอาเซียนมักจะใช้ TD ที่เป็นคนต่างชาติมาจากชาติใหญ่ๆ ในโลกฟุตบอล อย่างอังกฤษ เยอรมัน ฝรั่งเศส อิตาลี เบลเยี่ยม สเปน ฯลฯ

การเรียนรู้และแลกเปลื่ยนประสบการณ์ในการสัมมนาฯ ถึงจะเป็นสิ่งสำคัญในการยกระดับความรู้ให้กับโค้ชและไดเร็กเตอร์ทั่วไปก็จริง แต่การพูดคุยที่เฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับฟุตบอลในประเทศของเราเองนั้นสำคัญกว่า เมื่อมีโอกาส  ผมมักจะใช้เวลาว่างจากชั่วโมงสัมมนาฯ ขอเวลา ขอคำแนะนำต่างๆจากคนเก่งๆ ที่ประสบความสำเร็จ โดยหวังว่าเนื้อหาทุกๆ คำพูดจะเป็นอีกเส้นทางหนึ่งในการสื่อสารไปสู่โค้ชและนักเตะในประเทศของเรา เพื่อช่วยยกระดับในการพัฒนาความรู้ความสามารถของทั้งโค้ชและผู้เล่น

Q….เริ่มด้วยคำถามง่ายๆเกี่ยวกับมุมมองฟุตบอลไทยในสายตาของคุณเป็นอย่างไรครับ…

A…จริงๆแล้วผมมีโอกาสได้ดูทีมเยาวชนแต่ยังไม่เคยเห็นฟุตบอลในระดับอาชีพ นอกจากทีมชาติชุดใหญ่อีกทีมเท่านั้น ที่ผมได้ดูช่วงคิงส์คัพและรอบคัดเลือกฟุตบอลโลกที่ทีมชาติไทยมาเตะที่ออสเตรเลีย  สิ่งแรกที่ผมประทับใจซึ่งเป็นหลักการในการดูบอลของผมก็คือสไตส์การเล่นของทีมชาติไทยเป็นอย่างไรมีสไตล์การเล่นแบบไหน ผู้เล่นไทยมีสี่งที่พิเศษในด้านความแข็งแรง มีพลัง มีความรวดเร็ว มีการเคลื่อนไหวทางร่างกายที่ดี โดยรวมแล้วส่วนใหญ่มีทักษะการเล่นที่ดี ทั้งหมดนี้ผมหมายถึงทีมชาตินะเพราะผมยังไม่เคยเห็นระดับโมสรเล่น

สิ่งที่บกพร่องและขาดหายไปไม่ว่าจะเป็นในระดับเยาวชนหรือทีมชาติคือในด้านยุทธวิธี ซึ่งต้องพัฒนาและอีกอย่างที่เห็นจาก 3 ปีที่แล้วในการแข่งขัน AFF ที่กัมพูชาปีแรกที่ผมเข้ารับงานกับออสเตรเลียนั้นผมเห็นทีมไทยเล่นแต่ตั้งรับแล้วคอยจังหวะที่จะโต้กลับ แต่ปีล่าสุดที่เห็นมีสไตล์การเล่นที่เปลื่ยนไปคือมีรูปแบบการเล่นที่ชัดเจนขึ้นโดยเฉพาะการขึ้นเกมจากข้างหลังขึ้นมา ซึ่งถ้าคุณคำนึงถึงคุณสมบัติของนักเตะทีมชาติไทย ผมบอกได้เลยว่าคุณสมบัติของนักเตะไทยนั่นไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเร็ว ความแข็งแรง ทักษะ และการตัดสินใจ ความพร้อมทั้งหมดที่มีมันจึงเหมาะสำหรับการเล่นเกมรุกมากกว่า (Attacking Football) คุณภาพทั้งหมดมันไม่ควรที่จะถอยลงไปตั้งรับแล้วโต้กลับ ซึ่งถ้าคุณจะเล่นแบบฟุตบอลเกมรุก (Attacking Football) คุณก็จำเป็นที่จะต้องพัฒนาผู้เล่นให้เข้าใจกับเกมรุก เพราะฉะนั้น จึงเป็นหน้าที่ของโค้ช ที่จะเน้นในเรื่องการฝึกการพัฒนา ในการเล่นเกมรุก ตั้งแต่ระดับอายุ 12 -13 -14 เพื่อให้เกิดความเข้าใจและมั่นใจกับแนวทางที่จะเล่น ไม่ใช่เน้นผลการเล่นโดยเน้นการเล่นเกมรับเพื่อชัยชนะแต่เพียงอย่างเดียว

ในระดับเยาวชนที่เบลเยี่ยม ผมบอกกับโค้ชในระดับเยาวชนอยู่เสมอๆ ว่า ถ้าคุณเริ่มต้นการฝึกในแต่ละครั้งก่อนฤดูกาล ยกตัวอย่างเด็กในระดับอายุ U15 ถ้าทุกคนในทีมของคุณกลายเป็นนักเตะที่มีการพัฒนาคุณก็จะได้ชื่อว่าเป็น super coach แต่ถ้าคุณคว้าชัยชนะแล้วได้ถ้วยแชมป์แต่มีเด็กแค่ 1-2 คนมีการพัฒนาคุณก็ไม่ใช่ good coach

ถ้าคุณต้องการที่จะพัฒนาฟุตบอลในประเทศของคุณ คุณต้องพัฒนาผู้เล่นที่โดดเด่น ให้มีความท้าทายและการแข่งขันที่มีคุณภาพ เพราะทั้งหมด เป็นองค์ประกอบที่จะช่วยให้ผู้เล่นเยาวชนได้ยกมาตรฐานของตัวเอง ซึ่งไม่ว่าจะเป็นฟุตบอลชายหรือฟุตบอลหญิงที่ผมเห็นก็ไม่ได้แตกต่างกันเลยในขีดความสามารถในตัวผู้เล่นแต่ละคน ซึ่งโดยรวมแล้วมีทักษะการเล่นที่ดีมาก

คุณลองคิดดูซิว่าประเทศไทยมีประชากรกว่า 80 ล้านคน ประเทศของผมที่เบลเยี่ยมมีแค่ 11 ล้านคน แต่เราสามารถสร้างนักเตะเก่งที่มีคุณภาพสูงได้อย่างมากมาย ผมว่าประเทศไทยก็ทำได้ถ้ามีโครงสร้างที่ดี โค้ชมีความรู้และการแข่งขันที่มีคุณภาพ (STRUCTURE, COACH EDUCATION, QUALITY OF COMPETITION) ซึ่งถ้ามีสิ่งเหล่านี้ แน่นอนคุณก็สามารถที่จะประสบความสำเร็จ นั่นไม่ได้หมายถึงปีนี้หรือปีหน้านี้ แต่ในอีก5-6 ปีข้างหน้าคุณประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน

Q… นี่คือคำถามแรก คุณอยากจะเสริมเพิ่มอะไรอีกไหม?

A…  ผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับฟุตบอลไทย แต่ที่ผมพูดมาทั้งหมดคือสิ่งที่ผมเห็นจากพวกเขาเล่น

Q… มีสโมสรบ่นมาว่าเด็กในทีมของเขาได้รับบาดเจ็บเพราะการฝึกวันละ 3 ครั้ง คุณมีความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี่อย่างไร

A… ผมคิดว่าจำนวนในการฝึกในแต่ละวันและในแต่ละสัปดาห์นั้นเป็นสิ่งสำคัญที่คุณต้องพิจารณาเกี่ยวกับ work load ในแต่ละวัน ในแต่ละแบบฝึก ว่ามันเป็นอย่างไร สำหรับผมมันไม่มีปัญหาที่จะฝึกวันละ 3 ครั้ง หรือวันละ 7 ครั้งถ้าคุณมองในประเทศที่เก่งๆ มีบางประเทศที่ฝึกซ้อมวันละ 3 เวลา เช่น ตื่นเช้าวิ่ง 4-5 กิโลเมตร ก่อนอาหารเช้า และหลังจากนั้น 10.30 น. ก็จะฝึกในส่วนของเทคนิดต่างๆ ตอนเที่ยง อาหารกลางวันแล้วก็นอนพักผ่อน ส่วนตอนบ่ายก็จะเป็นส่วนของการฝึกแท็คติก ผมว่ามันคงไม่มีปัญหาอะไร ถ้าคุณคำนึงถึงสิ่งที่จะฝึกซ้อมซึ่งทุกคนร่ำเรียนกันมาเป็นศตวรรษเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์การกีฬาว่า “สมรรถภาพของนักกีฬานั้นเป็นสิ่งสำคัญแต่การพักฟื้นก็เป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่า.” ถ้าคุณฝึกโดยผู้เล่นเหนื่อยล้า และฝึกมากเกินไป ผู้เล่นก็จะไม่มีการเรียนรู้และก็ไม่เกิดการพัฒนา เพราะขาดสมาธิ “สำหรับผมการฝึกจะมีประสิทธิภาพ ถ้าหากผู้เล่นมีสมาธิในระดับสูงตั้งแต่นาทีแรกจนถึงนาทีสุดท้ายของการฝึก”เพราะฉะนั้นขึ้นอยู่กับการเตรียมรูปแบบการฝึกที่ดีและมีคุณภาพในเวลาหนึ่งชั่วโมงสิบนาที ดีกว่าที่จะฝึกเกือบ 2 ชั่วโมงโดยไม่มีคุณภาพ

Q…การพักฟื้นหลังวันแข่งขัน กับให้ซ้อมหลังวันแข่งขัน แล้ววันต่อไปค่อยให้พักแบบไหนเหมาะสมกว่ากัน

A…มันมีการศึกษามากมายเกี่ยวกับเรื่องนี้ ถ้าคุณเล่นเต็มที่ 90 นาทีในวันอาทิตย์ อะไรที่จะได้ประโยชน์ที่สุดถ้าจะซ้อมในวันจันทร์  ถ้าหากผู้เล่น เล่นอย่างทุ่มเทเกินร้อยแล้วทำไมไม่ให้หยุดในวันจันทร์ล่ะ ซึ่งส่วนใหญ่เห็นด้วยกับกรณีนี้ การซ้อมหลังวันแข่งคือวันจันทร์ซ้อมแล้วให้หยุดในวันอังคารซึ่งปัจจุปันทีมในยุโรปเกือบทั้งหมดทำกันแบบนี้ แต่สิ่งที่ให้ประสิทธิภาพที่สุดในการพักฟื้นคือการฟื้นฟูทันทีหลังจากการแข่งขัน 30 นาที  เช่น วิ่งเบาๆ หลังเกมแล้วลงแช่น้ำแข็ง ซึ่งในออสเตรเลียทุกทีมทำแบบนี้ แน่นอนมันอาจจะยากเพราะบางประเทศแข่งขันกว่าจะเลิกก็ดึกมาก

แต่ต้องเข้าใจด้วยนะนี่คือวิธีการของทีมอาชีพ สำหรับเยาวชนที่อายุต่ำกว่า 16 ปี คุณไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้นคุณสามารถซ้อมได้ทันทีหลังวันแข่งขันในวันรุ่งขึ้น โดยไม่มีข้อโต้แย้งอะไรทั้งสิ้น

Q..ถ้าคุณมีโอกาสในการทำทีมชาติไทย ในการเก็บตัวหนึ่งอาทิตย์ก่อนแข่งขัน คุณจะเตรียมทีมอย่างไร

A…ถ้าคุณมีเวลาให้ผม 1 อาทิตย์แล้วมีเกมในวันสุดท้ายของสัปดาห์ ถ้าผู้เล่นเล่นเกมในวันอาทิตย์กับสโมสรมาแล้ววันจันทร์ตอนเช้าเมื่อนักเตะมารายงานตัวเราต้องเช็ค สภาพร่างกายโดยมีหมอและนักกายภาพถ้าทุกคนผ่านสภาพความฟิตจากหมอและนักกายภาพสิ่งแรกที่ต้องทำคือประชุมอธิบายนักเตะเกี่ยวกับโปรแกรมที่ทีมจะต้องทำอะไร เป้าหมายและเนื้อหาต่างๆในการเก็บตัว  แล้วก็ทานอาหารกลางวัน หลังรับประทานอาหารกลางวัน ควรให้เด็กพักผ่อน ซึ่งเป็นประเพณีที่ทุกๆทีมทำกันในเบลเยี่ยม  คือนอนราบกับพื้น ไม่ใช่นอนหลับ นอนทำสมาธิ หรือนอนอ่านหนังสือ ดูทีวี

และแบบฝึกในวันแรกในวันจันทร์ตอนบ่ายคือการฝึกทักษะซึ่งจะเป็นการฝึกเบาๆเพื่อฟื้นฟูสภาพร่างกายไปด้วย

วันอังคารคือวันเริ่มฝึกจริงๆ คุณแยกการฝึกเป็น 2 ช่วงคือช่วงเช้าและบ่าย ในช่วงเช้าเกี่ยวกับการขึ้นเกมจากแดนหลัง (building up from back) ส่วนในตอนบ่าย คุณก็เน้นฝึกเกมรุกในพื้นที่สุดท้ายในการสร้างจังหวะในการทำประตู (creating chances to score)

วันพุธกลางสัปดาห์นักเตะทุกคนได้ซ้อมและพักผ่อนเต็มที่ การฝึกก็จะหนักนิดหนึ่งโดยเน้นในเรื่องการครอบครองบอลที่ต้องมีความเข้มข้นสูง และเป้าหมายในวันนี้คือการฝึกเกมรับ ยกตัวอย่างเช่นการกดดัน (aggressive press) ซึ่งเป็นการฝึกแบบกดดันที่เต็มไปด้วยความเข้มข้นสูง (high intensity) รวมไปถึงเกมรับและการโต้กลับ

วันพฤหัสในช่วงเช้าเป็นการฝึกเบาๆสนุกสนานที่ผสมผสานเทคนิคเพื่อให้เด็กๆ ฟื้นฟูจากการฝึกหนักมาจากวันพุธ ส่วนตอนบ่าย คุณลงทีมแบ่งข้างโดยออกเป็น 3 ควอเตอร์ๆละ 30 นาทีเพื่อให้ทุกคนได้มีโอกาสได้ลงเล่นอย่างน้อยคนละ 45 นาที

เป้าหมายในการลงทีมแบ่งข้างคุณต้องบอกให้เด็กในแต่ละกลุ่มมีเป้าหมายในการฝึกเช่นกลุ่มที่ 1จะเน้นในส่วนของเกมรับและโต้กลับ ส่วนกลุ่มที่ 2 เน้นการครอบครองบอลและการป้องกันการโต้กลับเป็นต้น

ส่วนวันศุกร์ควรเน้นในเรื่องเกมการเล่นที่เกี่ยวกับลูกตั้งเตะต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นลูกฟรีคิก  ลูกเตะมุม และลูกทุ่ม

ตอนบ่ายวันศุกร์ควรจะให้เด็กพักด้วยการเล่นกีฬาอย่างอื่นที่ไม่ใช่อยู่ในสนามฟุตบอล

ส่วนวันเสาร์ ตอนเช้าคุณสามารถฝึกผู้เล่นในช่วงสั้น 30-40 นาทีโดยเน้นหลักการเล่นทุกๆ อย่างที่ฝึกมาตลอดอาทิตย์ รวมทั้งฝึกปฏิกิริยาต่างๆ เช่น สปีดระยะสั้น หลังจากนั้น ทานอาหารกลางวันแล้วพักผ่อน เพื่อเตรียมตัวลงทีมในตอนเย็น

สรุปแล้วตลอดการเข้าแค้มป์ 1 อาทิตย์ คุณมีการฝึกวันละ 2 ครั้งซึ่งเป็นโปรแกรมการฝึกที่ต้องวางแผนเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นหลักการของแทคติกที่จะให้เด็กนำลงไปเล่นในเกม อย่าลืมนะว่าการฝึกในสโมสรกับการฝึกในทีมชาตินั้นมันแตกต่างกันในเนื้อหาและผู้เล่นที่เลือกมาเข้าแค้มป์ฝึกซ้อมนั้นต้องมีคุณภาพกันทุกคนอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นการฝึกของทีมชาตินั้นเป้าหมายก็คือฝึกให้ทุกคนเข้าใจใน ”การประยุกต์หลักการเล่นที่เป็นทีม” (collective applies principle) ความสมบูรณ์แบบอยู่ที่ผู้เล่นต้องเข้าใจในหลักการต่างๆ อย่างแท้จริงในเรื่องหลักการของแทคติก (tactical principle) ผมคงไม่เอาพวกเขามาเข้าแค้มป์เพื่อพัฒนาความสามารถเฉพาะตัวในแต่ละคนเพราะสิ่งเหล่านี่พวกเขาได้ฝึกฝนมาอย่างดีแล้วในสโมสร

ในเกมทีมชาตินั้นผู้เล่นจะต้องลงไปโชว์ว่าพวกเขาแต่ละคนนั้นสามารถประยุกต์แทคติกต่างๆที่ฝึกซ้อมมาได้อย่างไร ในส่วนของโค้ชคุณไม่ต้องพูดอธิบายอะไรมากมายเพราะตลอดทั้งอาทิตย์ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันสุดท้ายผู้เล่นทุกๆคนรู้อยู่แล้วว่าจะต้องเล่นอย่างไร

Q... ช่วยขยายคำจำกัดความเหล่านี้ให้หน่อยได้ไหม เช่น ทัศนคติ คุณภาพ และความเข้มข้น (Attitude, quality and intensity)

สำหรับผมแล้วคำพวกนี้มีสาเหตุมาจากจิตใจ (mentality) โค้ชทีมชาติทุกชุดต้องดูเกมที่ทุกคนลงเล่นอยู่แล้ว นอกจากคุณจะมองนักเตะที่มีความสามารถแล้ว คุณก็ต้องมองเห็นทัศนคติ และพฤติกรรมของผู้เล่นแต่ละคนด้วย ผมเห็นนักเตะเก่งๆมากมายในเบลเยี่ยม แต่ผมไม่เคยเรียกเข้าแค้มป์ทีมชาติเลยเพราะพฤติกรรมไม่ดีในสนามถึงแม้จะมีความสามารถ แต่ไม่ได้หมายความว่า เขาจะไม่มีโอกาสที่จะรับใช้ชาตินะ สิ่งที่ผมทำหลังจากดูเกมอะคาเดมี่อายุต่ำกว่า16ปี ในทุกๆสัปดาห์ คือผมจะเข้าไปคุยกับโค้ชของทีมนั้นๆ และบอกเกี่ยวกับความสามารถ แต่พฤติกรรมของผู้เล่นคนนั้นๆ ถ้าไม่เปลื่ยนแปลง โอกาสที่จะได้รับเลือกเข้าทีมชาติคงจะยากเพราะฉะนั้นโค้ชถ้าต้องการจะเห็นเด็กในทีมตัวเองติดทีมชาติ เขาจะต้องปรับทัศนคติของเด็กคนนั้นๆ โดยบอกเด็กคนนั้นเลยว่า “โค้ชทีมชาติดูคุณอยู่ ถ้าไม่ปรับทัศนคติ คุณก็หมดโอกาสที่จะติดทีมชาติ” นี่คือสิ่งที่สโมสรนั้นๆจะต้องรับผิดชอบในการปรับทัศนคติของเด็กคนนั้นให้ดีขึ้น เพราะฉะนั้นสิ่งต่างๆเหล่านี้ไม่ว่าจะเป็นทัศนคติ คุณภาพ พฤติกรรม จะต้องไม่เกิดขึ้นหลังจากที่คัดเลือกเด็กเข้ามาร่วมในแค้มป์ทีมชาติแล้ว

ถ้าคุณดูหลักการข้อหนึ่งในโครงสร้างโมเดลของคุณ ที่ว่า winning mentality นั้นหมายถึงผู้เล่นจะต้องมุ่งมั่น ทุ่มเทในการฝึกและในการแข่งขันตั้งแต่นาทีแรกจนถึงนาทีสุดท้าย ต้องไม่มีใครแสดงพฤติกรรมที่ไม่ดีให้เห็น เช่น ไม่ต่อว่าเพื่อนร่วมทีม ไม่ทำร้ายคู่ต่อสู้ และให้เกียรติกรรมการ นักเตะที่มีพฤติกรรมแย่ๆในเบลเยี่ยม เป็นไปไม่ได้เลยที่จะเป็นตัวแทนของชาติ และนักเตะที่มีพฤติกรรมแบบนี้ส่วนใหญ่ก็จะมีมาตรฐานได้แค่ดิวิชั่นสองหรือสามเท่านั้น

Quality เป็นคำที่ดีนะมันใช้สำหรับผู้เล่นที่แสดงความสามารถที่มีออกมาให้เห็น ผู้เล่นพยายามที่จะทำทุกอย่างในการแสดงความสามารถอย่างเป็นธรรมชาติ ถึงแม้ว่าจะไม่สมบูรณ์แบบก็ตาม ซึ่งผู้เล่นต้องเข้าใจว่าทำแบบไหนคือคุณภาพ เพราะมันคือสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงมาตรฐาน ที่ทุกคนต้องการ

Intensity ถ้าคุณพูดถึงเรื่องนี้และมองหาในการฝึกหรือในการแข่งขัน ผมคิดว่าเรื่องนี้อยู่ที่ตัวโค้ชจะบริหารทีมอย่างไร เพราะทุกๆแบบฝึกจำเป็นต้องฝึกอย่างเข้มข้นจากโค้ชทีมชาติและสต๊าฟทุกชุด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการครอบครองบอล หรือการฝึกเกมรับ อย่างเช่นการฝึก 11v11 คุณต้องแบ่งให้ผู้ช่วยโค้ชดูอีกข้างหนึ่งให้ทีมหนึ่งกดดันจริงๆจังๆทั้งทีม และเกมต้องมีช่วงระยะสั้นๆไม่เช่นนั้นคุณก็จะไม่ได้ความเข้มข้นของผู้เล่นทั้งหมดจากเกมการเล่นเลย

Q..คุณมีอะไรจะแนะนำโค้ชเยาวชนในประเทศไทยบ้างไหม..? (อะไรก็ได้)

ถ้าคุณเป็นโค้ชในระดับเยาวชน คุณต้องเน้นทุกเรื่องที่เกี่ยวกับลูกฟุตบอล ทุกอย่างต้องมีบอลเข้ามาเกี่ยวข้อง

ที่สำคัญโค้ชต้องเตรียมรูปแบบฝึกที่เหมาะสมและมีเป้าหมายเพียงอย่างเดียวไม่ใช่ไม่มีเลยหรือมีเป้าหมายมากอย่างเกินไป เพราะจะทำให้เด็กสับสน สุดท้ายในแต่ละวันของการฝึกจะต้องจบลงด้วยเกมการเล่น

คุณควรตัดสินคุณภาพของโค้ชตรงการฝึกที่เตรียมมาอย่างมีเหตุผลและวัตถุประสงค์ หลังจากซ้อมในแต่ละวัน ถ้าเด็กออกมาจากสนามและเข้าใจในวัตถุประสงค์ของการฝึกซ้อม นั่นแสดงว่าการฝึกของคุณประสบความสำเร็จ