นโยบายเจ้าภาพร่วม : ไอเดียจากฟีฟ่าเพื่อให้ฟุตบอลโลกเป็นของทุกคน

25 มิ.ย. 2018 19:28:11

5 months ago

House of Thai Football จะอธิบายนโยบายเจ้าภาพร่วมของฟีฟ่า และโอกาสที่ชาติอาเซียนจะได้ร่วมจัดฟุตบอลโลก
Picture

ประเด็นสำคัญ

  • ฟีฟ่ามีนโยบายสนับสนุนการเป็นร่วมมือกันเป็นเจ้าภาพระหว่างชาติต่างๆ เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน
  • และจากจำนวนทีมที่เข้ารอบสุดท้ายเพิ่มจาก 32 เป็น 48 รวมถึงจำนวนนัดที่มากเป็นเงาตามตัว จึงเป็นเรื่องเหมาะสมที่ควรมีชาติเป็นเจ้าภาพมากกว่า 1 ประเทศ
  • ปีเตอร์ เวลัปปัน อดีตเลขาธิการของเอเอฟซีเผยว่า มีเจ้าหน้าที่ระดับสูงของฟีฟ่าบางรายรู้สึกตื่นเต้นกับแนวคิดที่จะให้ชาติอาเซียนรวมตัวกันจัดฟุตบอลโลก

ฟุตบอลโลก 2018 รอบสุดท้าย ผ่านเข้าสู่ช่วง 2 ใน 3 ของรอบแบ่งกลุ่ม ซึ่งในปีนี้ถือเป็นอีกครั้งที่มีเจ้าภาพเดี่ยว เช่นเดียวกับในอีก 4 ปีข้างหน้าที่กาตาร์ ก่อนที่ในปี 2026 จะเป็นคิวของ สหรัฐอเมริกา, แคนาดา และเม็กซิโก ที่จับมือกันรับหน้าเสื่อเป็นเจ้าภาพร่วม

และนั่นคือกระแสเวิลด์คัพที่อาจจะเปลี่ยนแปลงไป เมื่อสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) มีนโยบายที่จะเพิ่มทีมในรอบสุดท้ายจาก 32 เป็น 48 ทีมบนแผ่นดินอเมริกา

เพราะจำนวนเกมเตะที่อาจมีถึง 80 นัด ทำให้ประเทศเพียงประเทศเดียวไม่อาจรับมือกับขนาดของทัวร์นาเมนต์ที่ใหญ่ขึ้น และการที่ประเทศสมาชิกโหวตให้ 3 ประเทศจากโซนคอนคาเคฟเหนือกว่าโมร็อกโกเป็นเท่าตัว 134 ต่อ 65 เสียง ถือเป็นนัยสำคัญต่ออนาคตที่แสดงให้เห็นว่า ต่อจากนี้อาจไม่มีชาติใดชาติหนึ่งที่จะจัดมหกรรมลูกหนังของมวลมนุษยชาติได้เพียงลำพัง

“เราจะสนับสนุนการเป็นเจ้าภาพร่วมในฟุตบอลโลก เพราะเราต้องการจะแสดงให้เห็นว่าเรามีเหตุผล และคิดถึงความยั่งยืนในระยะยาว” จานนี อินฟานติโน กล่าวเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2017

“บางทีอาจจะมี 2, 3 หรือ 4 ประเทศที่มานำเสนอโครงการร่วมกัน โดยมีชาติละ 3, 4 หรือ 5 สนาม แน่นอนว่าเราจะให้การสนับสนุนในเรื่องนี้ เพื่อที่ว่าหลายๆ ประเทศจะได้ใกล้ชิดกันมากยิ่งขึ้นอย่างที่ฝันไว้”

ฟุตบอลโลกเป็นของทุกคน

นอกจากจะมีการสนับสนุนให้เกิดเจ้าภาพร่วมเพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนแล้ว ฟีฟ่ายังมีนโยบายที่จะขยายการมีส่วนร่วมไปยังชาติต่างๆ ผ่านทางการเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก ด้วยการหมุนเวียนประเทศอีกด้วย

“ผมคิดว่ามันคือจุดเริ่มต้นและเป็นจุดเปลี่ยนที่เกิดขึ้น ถ้าอังกฤษได้เป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกบางทีเป็นเพราะเราอาจยึดติดกับสิ่งเดิม ผมก็สงสัยเหมือนกันว่าถ้าผู้มีสิทธิ์ออกเสียงอยากให้มีการยกระดับการมีส่วนร่วมในเกมลูกหนัง ก็น่าจะมีตัวเลือกที่แตกต่างจากเดิมหรือไม่ บางทีสิ่งที่ดีที่สุดที่เกิดขึ้นในเกมฟุตบอลคือการที่รัสเซียและกาตาร์ได้เป็นเจ้าภาพ” วิคเตอร์ มอนตาญานี รองประธานฟีฟ่ากล่าวเมื่อเดือนตุลาคม 2016

และจากนโยบายดังกล่าวทำให้เกิดการตื่นตัวมากขึ้นในประเทศต่างๆ

“ผมสนับสนุนการเป็นเจ้าภาพร่วม ซึ่งแน่นอนว่ามันจะเป็นประตูที่เปิดกว้างสำหรับหลายสมาคมฟุตบอล และอาเซียนก็ถือเป็นภูมิภาคที่มีความคลั่งไคล้ในกีฬาฟุตบอลภูมิภาคหนึ่ง” อินฟานติโนกล่าว

“แค่ประเทศเดียวในภูมิภาคคงเป็นเรื่องยากที่จะจัดฟุตบอลโลก แต่ถ้าเกิดเป็นหลายๆชาติร่วมกันทำไมจะไม่ได้ล่ะ?”

เตรียมตัวตั้งแต่เนิ่นๆ

ในส่วนของประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซีย ได้เริ่มมีการขยับตัวปรับปรุงสนามให้ได้มาตรฐานใหม่ของเอเอฟซีเพื่อรองรับมหกรรมกีฬาซีเกมส์และเอเชียนเกมส์ เช่นเดียวกับเวียดนามรวมถึงสิงคโปร์ก็ได้มีการสร้างสนามกีฬาแห่งชาติแห่งใหม่ความจุ 55,000 ที่นั่งไปเมื่อปี 2014  

ขณะที่ไทยที่เป็นเจ้าภาพกีฬาระดับนานาชาติครั้งล่าสุดก็คือซีเกมส์และเอเชียน คัพ เมื่อปี 2007 ซึ่งในปัจจุบันเกณฑ์ของสนามที่ใช้จัดแข่งขันในระดับนานาชาติได้ถูกยกระดับขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของความจุ, ค่าความสว่างของไฟสนาม ที่ต้องรองรับกับคุณภาพของการถ่ายทอดสดที่มีความคมชัดมากยิ่งขึ้น เช่นเดียวกับสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ

และเมื่อประจวบเหมาะกับการที่ไทยกำลังยื่นขอเป็นเจ้าภาพซีเกมส์ในปี 2025 จึงถือเป็นโอกาสที่ดีสำหรับทุกฝ่ายในการริเริ่มพัฒนาสาธารณูปโภค และปรับปรุงสนามแต่ละแห่ง รวมถึงสร้างใหม่ให้ทันสมัยเหมาะสมกับการจัดแข่งขันทัวร์นาเม้นต์ระดับนานาชาติในระยะยาว เพื่อสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศอีกครั้ง เหมือนในอดีตที่เคยจัดซีเกมส์มาแล้ว 6 ครั้ง, เอเชียนเกมส์ 4 ครั้ง และเอเชียน คัพ อีก 2 หนนั่นเอง

อย่างที่ประเทศรัสเซีย ทางรัฐบาลได้ทำการยกเว้นวีซ่าให้กับแฟนบอลที่เข้าไปชมเกมฟุตบอลโลก ขณะที่ญี่ปุ่นเจ้าภาพโอลิมปิกส์ 2020 ก็ได้ริเริ่มโครงการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น การปรับปรุงการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตสาธารณะ, การพัฒนาระบบคมนาคม, เพิ่มป้ายประกาศภาษาอังกฤษเพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ชาวต่างชาติที่มาเยือน ตลอดจนงดเว้นภาษีบางประเภทในช่วงเวลาดังกล่าว

โอกาสที่มาไม่บ่อยครั้ง

จากนโยบายของฟีฟ่าที่มีการเปิดกว้างให้มีเจ้าภาพร่วมในฟุตบอลโลก ทำให้บรรดาชาติในภูมิภาคต่างๆ เริ่มมองเห็นโอกาสในการจัดการแข่งขันมหกรรมลูกหนังรายการนี้ และในอนาคตข้างหน้าเราอาจจะเห็นฟุตบอลโลกกระจายไปยังประเทศต่างๆ ทั่วทุกมุมโลก

ซึ่งทางด้านของ ปีเตอร์ เวลัปปัน อดีตเลขาธิการทั่วไปของสมาพันธ์ฟุตบอลเอเชีย (เอเอฟซี) เผยว่าชาติในอาเซียนมีโอกาสดีที่จะได้เป็นเจ้าภาพในฟุตบอลโลกปี 2034

“ตอนที่มีการพูดคุยกันระหว่างเจ้าหน้าที่ระดับสูงของฟีฟ่าระหว่างพิธีเปิดฟุตบอลโลกที่รัสเซียเมื่อสัปดาห์ก่อน มีบางรายที่ดูรู้สึกตื่นเต้นและยินดีกับแนวคิดที่ว่าจะมีฟุตบอลโลกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”

“ผมหวังว่าสมาคมฟุตบอลและรัฐบาลมาเลเซียจะพิจารณาอย่างจริงจังถึงเรื่องนี้ และร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านอีก 3 ประเทศ”

“ผมได้พบกับตัวแทนของจีนกับญี่ปุ่นที่รัสเซีย และ 2 ชาตินี้ก็กระตือรือร้นที่จะเป็นเจ้าภาพเช่นกัน นอกจากนี้ยังมีความเป็นไปได้ที่เกาหลีเหนือและเกาหลีใต้จะจับมือกันอีกด้วย”

เหมือนอย่างเม็กซิโก ที่เป็นประเทศแรกนอกเหนือจากทวีปยุโรปและอเมริกาใต้ที่เป็นเจ้าภาพรายการนี้ แต่พวกเขาก็ต้องรอถึง 40 ปี กว่าจะได้จัดอีกครั้งในปี 2026

แน่นอนว่าเมื่อมีการแข่งขันสูงขึ้น หากชาติอาเซียนพลาดการยื่นเสนอตัวในเวิลด์คัพปี 2034 อาจจะต้องรอนานกว่านั้นถึงจะวกกลับมายังทวีปเอเชีย

ถือเป็นเรื่องน่าเสียดาย หากพลาดโอกาสดังกล่าว เพราะเมื่อตอนฟีฟ่ามอบสิทธิ์ให้แก่ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เป็นเจ้าภาพร่วมปี 2002 ขุนพล “ซามูไรบลู” ก็ยังไม่รู้ว่าตนเองจะได้เข้ารอบสุดท้ายฟุตบอลโลกปี 1998 หรือไม่ เช่นเดียวกับกาตาร์ในปัจจุบัน

นี่จึงเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเตรียมความพร้อมเสียแต่เนิ่นๆ เพราะหากพลาดรถไฟขบวนนี้ไป จะต้องรออีกนานทีเดียวกว่าจะมาถึงอีกครั้ง