สรุปการประชุม FIFA Summit 2017 และการนำเสนอยุทธศาสตร์ 6 ด้านของสมาคมฯ

16 มี.ค. 2017 17:03:00

2 months ago

คณะผู้บริหารสมาคมฯ ที่ได้นำเสนอยุทธศาสตร์ 6 ด้านต่อที่ประชุม FIFA Summit 2017 โดยมีรายละเอียดดังนี้
Picture

เมื่อวันที่ 5-13 มีนาคม 2560 คณะผู้บริหารสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ได้เดินทางไปยัง กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เพื่อร่วมการประชุม FIFA Summit กับทางสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ ฟีฟ่า เพื่อรับฟังนโยบายใหม่ของทางฟีฟ่า และ นำเสนอแผนยุทธศาสตร์ระยะสั้นและยาว

การประชุมของสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือฟีฟ่า แต่เดิมนั้น จะเรียกประชุมปีละ 1 ครั้ง (FIFA Congress) โดยให้ประเทศสมาชิกจำนวน 211 ประเทศ ร่วมรับฟังนโยบายใหม่จากทางฟีฟ่าแต่ในปัจจุบัน ฟีฟ่าได้เพิ่มการประชุมย่อย (FIFA Summit) ขึ้นมาโดยแยกออกเป็น 11 กลุ่ม กลุ่มละ 20-30 ประเทศ  ซึ่งฟีฟ่าได้ให้เหตุผลของการเพิ่มการประชุมกลุ่มย่อยนี้ว่าเพื่อให้มีโอกาสซักถามกันระหว่างฟีฟ่า กับ ประเทศสมาชิกมากขึ้น และได้มีโอกาสพบปะ พูดคุย หรือปรึกษาหารือในข้อที่สงสัยแบบใกล้ชิด

หัวใจหลักของการประชุม FIFA Summit ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ครั้งนี้ ที่เกี่ยวข้องกับสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ โดยตรง คือการนำเสนอแผนงานในโครงการ  FIFA Forward Project Based

โครงการ FIFA Forward Project Based ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในช่วยเหลืองบประมาณจำนวน 750,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 26 ล้านบาท ให้ชาติสมาชิกที่เขียนแผนพัฒนา โครงการ อาทิ การก่อสร้างสนามกีฬา, การก่อสร้างที่ทำการ, การสร้างฟุตบอลลีกหญิง และ การสร้างสนามขนาดเล็กตามภูมิภาคต่างๆมานำเสนอต่อฟีฟ่าเพื่อพิจารณาอนุมัติ นอกเหนือจากงบประมาณประจำปี จำนวน 500,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 17.5 ล้านบาท ที่ฟีฟ่าจะสนับสนุนประเทศสมาชิกเป็นประจำภายใต้โครงการ FIFA Forward อยู่แล้ว

ที่ประชุมฟีฟ่าได้เปิดโอกาสให้ 2 ชาติสมาชิก คือ สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ และ สมาคมฟุตบอลซูรินาม ได้นำเสนอแผนงานต่อหน้า จานนี อินฟานติโน ประธานสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ ซึ่งคณะผู้บริหารสมาคมฯ ประกอบไปด้วย พล.ต.อ. สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ, พล.ต.ท. พิสัณห์ จุลดิลก เลขาธิการสมาคมฯ และ คุณ พาทิศ ศุภะพงษ์ รองเลขาธิการฝ่ายต่างประเทศและโฆษกสมาคมฯ ได้เตรียมแผนงาน 6 ยุทธศาสตร์ในการพัฒนาฟุตบอลไทยในช่วงระยะเวลา 4 ปี เพื่อให้ฟีฟ่าพิจารณาในโครงการ FIFA Forward Project Based  ดังนี้

ปี 2016 (ดำเนินการแล้ว)

ยุทธศาสตร์ที่ 1. การก่อสร้างที่ทำการสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ แบบถาวร ซึ่งได้ดำเนินการเสร็จสิ้นไปแล้วโดยมีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการไปเมื่อ วันที่ 18 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยใช้พื้นที่ อาคาร 40 ปี การกีฬาแห่งประเทศไทย (อาคาร 2) เลขที่ 286 ถนนรามคำแหง แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร 10240

ยุทธศาสตร์ที่ 2. การพัฒนาบุคลากร อาทิ จัดอบรมผู้ฝึกสอนในระดับต่างๆ โดยเมื่อปลายเดือนธันวาคม 2016 สมาคมฯ จัดการเปิดอบรม AFC Pro – Diploma Coaching Course ขึ้นเป็นครั้งแรกของประเทศไทย รวมไปถึงการฝึกอบรมพัฒนาผู้ตัดสิน การให้อุปกรณ์ทำหน้าที่ที่จำเป็นการ และสร้างองค์ความรู้ให้บุคลากรภายในสมาคมฯ

ปี 2017 (อยู่ระหว่างการดำเนินการ)  

ยุทธศาสตร์ที่ 3  การจัดทำแผนพัฒนากีฬาฟุตบอลแห่งชาติระยะยาว 20 ปี (อยู่ระหว่างดำเนินการ) โดยการรวบรวมผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายวงการเพื่อตั้งเป็นสภาปฏิรูปร่วมกันเขียนแผนพัฒนา และว่าจ้างบริษัทผู้ชำนาญการในการเขียนแผนเป็นผู้รวบรวมข้อมูลทั้งหมด เพื่อใช้เป็นแผนแม่บทตั้งแต่ปี 2560-2579 พร้อมกำหนดเป้าหมายชัดเจน ทั้งในระยะสั้น ระยะกลางและระยะยาว

ยุทธศาสตร์ที่ 4  การวางแผนพัฒนาเยาวชน หรือ Youth Development Program (ได้มีการจ้างบริษัท เอคโคโน เมธอด ซอคเกอร์ เซอร์วิส ที่มีประสบการณ์ในการทำงานกับ อคาเดมีของบาร์เซโลนา, เยาวชนของสมาคมฟุตบอลญี่ปุ่น) โดยจะมีการดึงตัวโค้ชชาวสแปนิช เข้ามาคุมทีมชาติไทยรุ่นอายุไม่เกิน 14 ปี, 16 ปี, 19 ปี และ 21 ปี รวมถึง การสร้างศูนย์ฝึกฟุตบอลแห่งชาติ (ได้มีการร่วมมือกับมหาวิทยาลัยกรุงเทพ-ธนบุรี) และวางแผนหาสถานที่ต่อๆไป โดยวางแผนร่วมมือกับการกีฬาแห่งประเทศไทยฯ ในการใช้พื้นที่สนามกีฬาตามภูมิภาคต่างๆ

ปี 2018

ยุทธศาสตร์ที่ 5 . การทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของอาเซียนในด้านฟุตบอล โดยจะพัฒนาในรูปแบบของการแข่งขัน เช่นเทคโนโลยีที่จะนำมาใช้ในการถ่ายทอดสดฟุตบอลลีกภายในประเทศและในปีนี้ได้มีการเพิ่มโควต้าอาเซียน ในการแข่งขันฟุตบอล M-150 แชมเปี้ยนชิพ (T2), ยูโร่ เค้ก ลีก โปร (T3), ยูโร่ เค้ก ลีก (T4) และจะเพิ่มในการแข่งขัน โตโยต้า ไทยลีก (T1) ในปี 2019

ปี 2019

ยุทธศาสตร์ที่ 6.การสร้างสนามฟุตบอลสำหรับทีมชาติแห่งใหม่ โดยวางแผนขอการสนับสนุนจากเอกชน และพื้นที่จากทางรัฐบาล ในการใช้พื้นที่โซนปริมณฑล โดยมีสาธารณูปโภค และสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน

หลังการนำเสนอ สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติได้ ชื่นชมแผนงานของ สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ  ว่ามีการพัฒนาที่ชัดเจนขึ้นในแต่ละปี ซึ่งหลังจากนี้จะมีการทำข้อตกลงร่วมกันในงาน FIFA Forward Workshop ที่ประเทศไทยได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพ ช่วงต้นเดือนเมษายนนี้  

นอกจากนี้ จานนี อินฟานติโน ประธานสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ ยังได้อธิบายถึงโครงการใหม่ๆของฟีฟ่าต่อที่ประชุม เช่นการเปลี่ยนรูปแบบการประชุม FIFA Council จากการให้สภากรรมการจำนวน 37 คน เป็นผู้มีสิทธิ์ออกคะแนนเสียงในที่ประชุมอาทิ การเลือกเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตบอลโลก โดย สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติได้เปลี่ยนแปลงวิธีการดังกล่าว เป็นการให้ สมาชิก 211 ประเทศเป็นผู้ออกเสียง เพื่อแสดงถึงความโปร่งใสในการดำเนินงานของฟีฟ่า ยุคใหม่

เรื่องการจัดการแข่งขันฟุตบอลโลก จะเน้นให้มีเจ้าภาพร่วมในการจัดการแข่งขันกัน เนื่องจากต้องมีจำนวนสนามที่มากขึ้นเพื่อรองรับการเพิ่มจำนวนทีมเป็น 48 ทีมในปี 2026

ส่วนระบบการแข่งขันฟุตบอลโลก ในปี 2026 ซึ่งจะมีการเพิ่มจำนวนทีมเป็น 48 ทีมนั้นจะมีการประชุมเรื่องการแบ่งโซนอีกครั้ง ขณะที่การแข่งขันจะแบ่งออกเป็น 16 กลุ่ม กลุ่มละ 3 ทีม และนำเอาทีมแชมป์ และ รองแชมป์ ผ่านเข้ารอบ 32 ทีมสุดท้าย จะแข่งขันแบบน็อคเอาท์ จนถึงรอบชิงชนะเลิศ ซึ่งทีมที่จะเป็นแชมป์จะแข่งจำนวนการแข่งขันเท่าเดิมคือ 7 นัด และจบภายใน 1 เดือน เหมือนเดิม

การแข่งขันฟุตบอล ยุวชนโลก รุ่นอายุไม่เกิน 17 และ 20 ปี ได้มีการปรึกษาหารือ ว่าช่วงระยะเวลาในการจัดและช่วงอายุเหมาะสมหรือไม่ และอาจจะเพิ่มการแข่งขัน ฟุตบอลยุวชนโลกรุ่นอายุไม่เกิน 14 ปี ต่อไปในอนาคต

ระบบ VAR (Video Assistant Referee) คือเทคโนโลยีในการนำเอาภาพรีเพลย์มาใช้ในการช่วยเหลือกรรมการในการตัดสินใจ  โดยจะนำไปทดสอบใน 12 ประเทศสมาชิก ซึ่งจะเก็บข้อมูล และวิจัยถึงข้อดี และ ข้อเสียของเทคโนโลยี