กรณีศึกษาจากนานาชาติ : รูปแบบของลีกที่ต่างกัน เพื่อคุณภาพ และเพื่อคนดู

19 ก.พ. 2019 21:02:01

6 months ago

House of Thai Football จะมาว่าถึงรูปแบบการแข่งขันอันหลากหลาย ที่มีความพยายามปรับเปลี่ยนให้เข้ากับบริบทอยู่ตลอดเวลา
Picture

การประชุมผู้นำชาติสมาชิกของสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ FIFA Executive Football Summit 2019 ที่เมืองอิสตันบูล ประเทศตุรกี เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ถือเป็นการประชุมที่น่าสนใจสำหรับอนาคตของเกมลูกหนังอย่างยิ่ง เนื่องจากหนึ่งในหัวข้อที่มีการหารือนั่นก็คือ การปรับปรุงรูปแบบการแข่งขัน สำหรับทัวร์นาเมนต์ต่างๆ ให้น่าติดตามมากขึ้น

อย่าง FIFA Club World Cup หรือรายการชิงแชมป์สโมสรโลก ที่หลายประเทศเห็นด้วย ว่าจำเป็นจะต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการแข่งขัน เพื่อเพิ่มเสน่ห์และความน่าติดตาม

ขณะเดียวกัน ในระดับทีมชาติ การลงเตะนัดกระชับมิตรตามปฏิทินฟีฟ่าเดย์ ไม่ได้รับการตอบรับจากผู้ชม มากเท่ากับเกมที่เป็นทัวร์นาเมนต์ ดังนั้น ฟีฟ่าจึงได้เกิดไอเดียที่จะจัดการแข่งขัน ที่มีรูปแบบคล้ายกับ UEFA Nations League เพื่อทำให้แต่ละเกมที่ลงเตะมีความหมาย และเพิ่มมูลค่าให้กับการแข่งขันมากขึ้น

และเมื่อลงลึกถึงฟุตบอลลีกภายในประเทศ การประชุมครั้งนี้ของฟีฟ่าก็มีเรื่องน่าสนใจ กับการพัฒนาฟุตบอลลีกในประเทศ เมื่อมีการเปิดให้มีการแลกเปลี่ยนแนวคิดระหว่างประเทศสมาชิก ว่าควรทำอย่างไร จึงจะเพิ่มอรรถรสให้แฟนบอลติดตาม ตั้งแต่ต้นจนจบฤดูกาล และเพิ่มมูลค่าของลีกให้สามารถจัดการแข่งขันได้อย่างยั่งยืนยิ่งขึ้น

การเพลย์ออฟที่แพร่หลายในยุโรปและอเมริกา

สำหรับลีกในอเมริกา เพิ่มรอบการเพลย์ออฟขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ผู้ชมของพวกเขา โดยการนำทีมหัวตารางของโซนตะวันออกและโซนตะวันตก มาแข่งขันกันเพื่อหาแชมป์ ขณะที่ในหลายลีกๆ ของยุโรปมีการใช้เกมเพลย์ออฟที่ต่างวัตถุประสงค์กันออกไป อย่างที่อังกฤษ, อิตาลี และสเปน จะเป็นการหาทีมเลื่อนชั้นไปยังดิวิชั่นที่สูงกว่า ส่วนเยอรมันและฝรั่งเศสจะเป็นการหาทั้งทีมที่เลื่อนชั้นและตกชั้น แต่ที่เนเธอร์แลนด์ นอกจากจะเป็นการหาทีมตกชั้นแล้ว ยังเป็นการแข่ง เพื่อช่วงชิงโควต้ายูโรป้า ลีก ด้วย

ที่น่าสังเกตก็คือ เบลเยี่ยม ที่เป็นชาติอันดับ 1 บนฟีฟ่า แรงกิ้ง และมีลีกอยู่อันดับ 8 ของยุโรป ใช้การเพลย์ออฟเป็นตัวตัดสินทั้งแชมป์ และโควต้าบอลยุโรป

กรณีศึกษาจากเบลเยี่ยม

หลังจากที่ อันเดอร์เลชท์ ประกาศศักดาคว้าแชมป์ ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ และ ยูฟ่า คัพ วินเนอร์ส คัพ อย่างละ 2 สมัย รวมถึงแชมป์ยูฟ่า คัพ 1 สมัย ในช่วงปลายทศวรรษที่ 70 ต่อต้น 80 ผนวกกับ คลับ บรูช ที่ก้าวขึ้นมาป็นรองแชมป์ยูโรเปี้ยน คัพ ปี 1978

ก็มีเพียงเมเชเลน ซึ่งเป็นตัวแทนจากเบลเยี่ยม เพียงทีมเดียว ที่คว้าแชมป์รายการฟุตบอลสโมสรยุโรป นั่นก็คือคัพ วินเนอร์ส คัพ และซูเปอร์ คัพ ในปี 1988 ซึ่งนับแต่นั้นเป็นต้นมา ฟุตบอลเบลเยี่ยมก็เริ่มถดถอย

ทั้งนี้ เนื่องจากมาตรฐานที่แตกต่างกันในกลุ่มหัวตาราง กลางตาราง และท้ายตาราง ทำให้เมื่อผ่านไปสักครึ่งฤดูกาล ก็จะหมดแรงจูงใจในการแข่งขัน และเล่นเพียงแค่ประคองตัวไปจนจบซีซั่น จนเกมขาดความน่าดึงดูดและติดตาม

ด้วยเหตุนี้เอง จึงมีการปรับโครงสร้างการแข่งขันครั้งใหญ่ขึ้น ในฤดูกาล 2009/10 โดยในปัจจุบัน หลังจากจบฤดูกาลปกติ ทีมอันดับ 1-6 จะทำการแข่งขันเพื่อหาแชมป์ ส่วนอันดับ 7-15 จะลงเตะกับทีมแชมป์ และรองแชมป์ ประจำเลกของลีกรอง เพื่อหาทีมไปเล่นยูโรป้า ลีก ขณะที่ ทีมอันดับ 16 จะตกชั้นทันที

โดยการยกเครื่องดังกล่าว ทำให้มาตรฐานของลีกสูงขึ้น เนื่องจากมีการคัดกรองให้ทีมในระดับใกล้เคียงกัน ต้องแข่งขันกัน เกิดเกมที่สูสี มีคุณภาพ นอกจากนี้ ยังเพิ่มความน่าสนใจให้ทุกนัด มีความหมายอีกด้วย

จากผลการปรับโครงสร้างดังกล่าว ทำให้ลีกเบลเยี่ยม ขยับขึ้นมาจากอันดับ 15 สู่อันดับ 8 ของยุโรป และผลงานในยุโรปก็ดีขึ้น จากที่ไม่เคยผ่านเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้าย ในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก หรือ ยูโรป้า ลีก นับตั้งแต่ปี 1997 ทีมจากเบลเยี่ยมก็สามารถทำได้อีกครั้ง ในปี 2010

เมื่อ สตองดาร์ ลีแอช ผ่านเข้าถึงรอบรองชนะเลิศ ยูโรป้า ลีก ตามมาด้วยคลับ บรูช ในปี 2015 และ อันเดอร์เลชท์ กับ เกงค์ ในปี 2017

นอกจากนี้ ยังทำให้รายได้จากการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์เพิ่มขึ้นกว่า 60% เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของเกมที่มีคุณภาพ ซึ่งเป็นผลตามมาจากการที่มีเพลย์ออฟ

การเพลย์ออฟในเอเชีย

สำหรับลีกของชาติสมาชิกในเอเอฟซี อย่าง ออสเตรเลียน เอ-ลีก ก็นำการเพลย์ออฟมาตัดสินหาทีมแชมป์ เช่นกัน

โดยหลังจากจบฤดูกาลปกติ จะมีการนำทีมอันดับ 1-6 มาแข่งขันกันในเกมน็อคเอ้าท์เหย้า-เยือน ซึ่งทีมอันดับ 3-6 จะเตะกันเองก่อนเพื่อหาผู้ชนะ ไปเจอกับทีมแชมป์ และรองแชมป์ในซีซั่นปกติ ที่รออยู่ในรอบรองชนะเลิศ

ขณะที่เคลีก จะไม่ใช้การเพลย์ออฟ แต่จะนำเอาทีมอันดับ 1-6 และอันดับ 7-12 มาแยกเตะกันเอง หลังจากจบเลกที่ 3 ส่วนทีมรองบ๊วย จะต้องตัดสินชะตา กับแชมป์เพลย์ออฟจากเคลีก 2 ต่อไป

และเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา เจลีกก็เคยนำระบบเพลย์ออฟมาใช้ในฤดูกาล 2015 และ 2016 โดยนำแชมป์เลกแรกกับเลกสอง และทีมที่มีคะแนนดีที่สุดเมื่อรวมทั้ง 2 เลก มาแข่งกัน ก่อนจะกลับมาใช้รูปแบบปกติในฤดูกาล 2017

แม้การเพลย์ออฟอาจจะไม่ประสบความสำเร็จกับทุกลีก เพราะไม่มีลีกไหน สามารถคัดลอกรูปแบบมาปรับใช้กับประเทศอื่นได้ทันที แต่แน่นอนว่า การบ้านใหญ่ ที่ทุกชาตินำมาขบคิดก็คือ การแข่งขันรูปแบบใด ที่จะก่อให้เกิดการแข่งขันที่สูสี ลดช่องว่างของมาตรฐานในแต่ละทีม ให้แคบลงกว่าเดิม

เพราะฟุตบอลลีกที่สูสี จะทำให้เกมลูกหนังประเทศนั้นๆ มีการพัฒนา และสร้างมูลค่า ดึงดูดแฟนบอล ให้สามารถติดตามเชียร์อยู่ตลอดทั้งฤดูกาล

ซึ่งกระบวนการคิดดังกล่าว จะต้องมีการศึกษาพฤติกรรมผู้ชม และสโมสร ตลอดจนนำมาวิเคราะห์ รูปแบบที่เหมาะสมที่สุด ให้เข้ากับรสชาติการชมเกมของประเทศนั้นๆ เพื่อให้เป็นไปตามเป้าวัตถุประสงค์ ทั้งในสนาม และนอกสนาม

 

เขียน/เรียบเรียง : ศุภโชค อ่วมกลัด
ที่ปรึกษา : พาทิศ ศุภะพงษ์