เพิ่มความเข้าใจ : ความร่วมมือของสมาคมฯ-FIFA-IFAB สู่คุณภาพสูงสุดของการใช้ VAR

25 มี.ค. 2019 13:16:00

4 months ago

สมาคมฯ เผยกระบวนการความร่วมมือกับ FIFA และ IFAB ไปสู่คุณภาพสูงสุดของการใช้ VAR
Picture

แฟนบอลโดยทั่วไปคงทราบกันดีว่า VAR หรือ Video Assistant Referee คือระบบที่ใช้ช่วยในการตัดสินจังหวะต่างๆ ของการแข่งขันฟุตบอลให้มีความชัดเจน โปร่งใสยิ่งขึ้น ซึ่งมีการใช้จริงแล้วทั้งในฟุตบอลโลก 2018 และฟุตบอลลีกต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น ลา ลีกา หรือ บุนเดสลีกา

ด้วยผลงานที่เห็นเป็นประจักษ์แล้วจากทั่วทุกมุมโลก สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ จึงได้นำระบบ VAR เข้ามาเริ่มทดลองเป็นครั้งแรกในฟุตบอล โตโยต้า ไทยลีก เมื่อฤดูกาล 2018 ที่ผ่านมา ก่อนนำมาทดลองใช้จริงแล้วในฤดูกาล 2019 ซึ่งเพิ่งเปิดฉากไป

ถึงกระนั้น การนำมาใช้งานจริง ก็ไม่ได้เป็นจุดสิ้นสุดของความร่วมมือระหว่าง สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ FIFA, คณะกรรมการสมาคมฟุตบอลนานาชาติ หรือ IFAB ซึ่งเป็นผู้กำหนดกติกาการแข่งขันฟุตบอล หรือ Laws of the Game ตลอดจนสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ เพราะทั้ง 3 หน่วยงาน ก็ต้องการทำให้ระบบ VAR มีประสิทธิภาพในการใช้งานสูงสุดด้วยเช่นกัน ...

“กระบวนการที่จะนำ VAR มาใช้ในการแข่งขัน ทาง FIFA กับ IFAB นั้นมีกระบวนการที่ต้องผ่านไปในแต่ละขั้นตอน ซึ่งเราก็ทำงานกันอย่างใกล้ชิดกับผู้เกี่ยวข้อง และตั้งใจที่จะยกมาตรฐานให้กับฟุตบอลลีกของไทย อย่างไรก็ตามการที่จะได้มาซึ่งคุณภาพสูงสุดของการใช้ VAR เข้ามาช่วยในการตัดสินนั้น จำเป็นต้องแก้ไข ปรับปรุงสิ่งที่เราพบเห็นในการทดลองมาให้เสร็จสิ้นเสียก่อน ” พาทิศ ศุภะพงษ์ รองเลขาธิการฝ่ายต่างประเทศ สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ เริ่มกล่าว

“หากว่าการลงทุนของสมาคมฯ ครั้งนี้เป็นการลงทุนในระยะยาว ทางสมาคมฯ และตัวแทนจากองค์กรข้างต้น พบว่าในเชิงของทางโครงสร้างระบบเทคโนโลยีของบ้านเรานั้น ไม่มีเรื่องที่น่ากังวล แต่การจะนำมาใช้ครบทั้ง 16 สนามแข่งขัน ตั้งแต่เริ่มฤดูกาลนั้นเป็นเรื่องท้าทาย เพราะว่าการติดตั้งกล้อง ความเสถียรของสัญญาณภาพ และเสียงที่ส่งมาจากสนามแข่งขันสู่ศูนย์ปฏิบัติการ ต้องสามารถประสานงานได้อย่างเรียลไทม์ ไม่มีการดีเลย์หรือมีให้น้อยที่สุด"

“ซึ่งจากการทดสอบ และนำรายงานจากผู้ให้บริการมาวิเคราะห์ มีบางสนามที่พบอุปสรรคในจุดติดตั้งกล้อง และมุมกล้อง เนื่องจากรูปแบบสถานที่ไม่เอื้ออำนวย รวมถึงมาตรฐานการตีเส้นสนาม ที่มีผลต่อการตั้งค่าสัญญาณ เพื่อจับเหตุการณ์ในสนามยังไม่ได้มาตรฐานเดียวกัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นปัญหาที่แก้ได้ และฟีฟ่าแนะนำว่าควรแก้ให้เสร็จก่อนสมบูรณ์ก่อน ที่จะเริ่มใช้อีก ก็เป็นข้อที่ดีที่ได้ทราบข้อมูลเหล่านี้ได้เร็ว จะได้แจ้งให้สโมสรต่างๆ ได้ทราบ และแก้ไขได้”

“ในจุดนี้ผมขอเน้นย้ำว่า เมื่อเรานำระบบ VAR มาใช้แล้ว ก็ต้องใช้ทุกคู่ เราไม่สามารถใช้ในไทยลีกในวันแข่งเดียวกัน แล้วบางแมตช์มี VAR บางแมตช์ไม่มี  เพราะบางคู่การมี VAR ก็สร้างความชัดเจนในจังหวะสำคัญ ซึ่งแมตช์ที่ลงแข่งในสนามที่ไม่มี สโมสรก็จะเสียโอกาสตรงนี้ไป”

ขณะเดียวกัน แม้แฟนบอลทราบดีว่า ข้อกำหนดของการใช้ VAR นั้นจะเกิดขึ้นได้ภายใต้สถานการณ์ 4 อย่าง ประกอบด้วย 1. ชี้ขาดให้เป็นประตู 2. ชี้ขาดให้เป็นจุดโทษ 3. ชี้ขาดใบแดงโดยตรง และ 4. ชี้ขาดกรณีสงสัยว่าลงโทษผู้เล่นผิดคน ทว่า เปาอ้อ - พัณณิภา คำนึง หัวหน้าฝ่ายพัฒนาผู้ตัดสิน สมาคมกีฬาฟุตบอลฯ เปิดเผยว่า จากการใช้งานตลอดช่วงที่ผ่านมา ก็ยังมีสิ่งที่ต้องปรับปรุงเช่นกัน

“หลังจากที่คณะทำงาน 3 ฝ่ายได้ตรวจสอบการใช้ VAR ก็พบว่า ยังมีอยู่หลายจังหวะที่การใช้ VAR ยังไม่ถูกต้องตามหลักการ 4 ข้อ ขณะเดียวกัน ก็มีการร้องขอให้ผู้ตัดสินใช้ VAR ในจังหวะที่ไม่เข้าข่ายเงื่อนไขที่สามารถใช้ได้”

“ยกตัวอย่างกรณีศึกษาก็คือ ในกรณีที่บอลออกหลังซึ่งก้ำกึ่งว่าจะเป็นลูกเตะมุมหรือตั้งเตะ ทว่าผู้ตัดสินให้เป็นลูกเตะมุมไปแล้ว หากมีการทำประตูจากจังหวะเตะมุม จะไม่มีการใช้ VAR ย้อนหลังไปถึงจังหวะก่อนหน้าที่บอลตายไปแล้วแต่อย่างใด ช่วงเวลาที่ครอบคลุมการใช้ VAR จะเป็นช่วงหลังจากการเตะมุมเป็นต้นไปแล้วเท่านั้น”

โดย พาทิศ ศุภะพงษ์ รองเลขาธิการฝ่ายต่างประเทศ สมาคมกีฬาฟุตบอลฯ เสริมต่อว่า “นี่คืออีกเรื่องหนึ่ง ที่ตัวแทนองค์กรฟุตบอลทั้ง 2 แห่งกังวลจากการทดสอบที่ผ่านมา คือการสื่อสารข้อมูลให้กับผู้เล่น และสโมสรได้เข้าใจถึงกรณีต่างๆ ที่ VAR จะมีบทบาทในการแข่งขัน เพื่อช่วยกันสร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่อ VAR ที่ถือว่าเป็นสิ่งใหม่ในวงการฟุตบอลทั่วโลก เพราะหากว่ายังไม่ทราบระเบียบการใช้แล้ว นานไปก็จะมีความรู้สึกในด้านลบกับระบบ VAR ซึ่งเราก็ต้องรีบทำ”

“เมื่อสถานการณ์เป็นแบบนี้แล้ว แน่นอนว่ากระทบต่อระยะเวลาที่ตั้งใจไว้แต่แรก แต่ในช่วงเวลานี้ที่เราต้องพักการใช้นั้น ก็ได้หารือกับ FIFA และ IFAB ว่า เราควรใช้เวลานี้ในการอบรมผู้ตัดสินอย่างต่อเนื่อง และเข้มข้น ทั้งในด้านทฤษฎีและปฏิบัติแบบออฟไลน์ หมายถึงทำการใช้ระบบ แต่ไม่มีติดต่อกับผู้ตัดสินหรือมีผลกับการตัดสิน เพื่อสร้างความมั่นใจในการทำงานกับระบบ VAR ผ่านกรณีต่างๆจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละแมตช์ และรายงานการเก็บชั่วโมงการอบรมต่างๆ เหล่านี้ต่อ FIFA อย่างต่อเนื่อง”

“โดยระหว่างที่มีการปรับปรุงและให้ความรู้ ทางสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ จะทำงานร่วมกับทาง FIFA และ IFAB อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินความพร้อมของระบบ และหากทุกอย่างเป็นที่เรียบร้อย FIFA กับ IFAB ก็จะอนุมัติให้ใช้ระบบ VAR อย่างเป็นทางการ และจะมีการลงนามข้อตกลงร่วมกัน 3 ฝ่ายต่อไป”

“ซึ่งสมาคมฯก็มั่นใจว่า หากการปรับปรุงต่างๆ ทำได้ตามระยะเวลาที่วางไว้ ช่วงเวลาที่เหลือของฤดูกาล 2019 จะมีการนำระบบ VAR ที่มีความพร้อมสมบูรณ์มาใช้ เพื่อช่วยการตัดสินในฟุตบอลไทยลีกอย่างแน่นอน”

นอกจากนี้ รองเลขาธิการฝ่ายต่างประเทศ สมาคมกีฬาฟุตบอลฯ ยังเผยด้วยว่า การปรับปรุงระบบและให้ความรู้ถึงการใช้ VAR ที่ถูกต้อง นอกจากจะช่วยให้การตัดสินจังหวะต่างๆ ในฟุตบอลไทยลีกมีความโปร่งใสมากขึ้นแล้ว ยังจะเป็นคุณูปการสำคัญที่เกิดขึ้นกับวงการฟุตบอลไทยด้วยเช่นกัน

“อีกเรื่องหนึ่งที่ทางฟีฟ่าให้ความสนใจคือ เมื่อเรามีการนำระบบและติดตั้งสายสัญญาณไปที่สนามเรียบร้อยแล้ว รวมถึงมีแมตช์ไทยลีก และบอลถ้วยให้ทดสอบตลอดทั้งปี ก็น่าจะเป็นการดีที่การอบรมต่างๆ ของ VAR ของผู้ตัดสินในภูมิภาคนี้จะเกิดขึ้นที่ประเทศไทยได้อย่างต่อเนื่อง"

"เพราะในรายการใหญ่ๆ ของทวีปอย่างฟุตบอล U-23 ชิงแชมป์เอเชียรอบสุดท้าย ซึ่งเป็นการคัดเลือกชาติที่จะไปแข่งขันในมหกรรมกีฬาโอลิมปิกส์ปี 2020 เจ้าภาพก็คือเรา ซึ่งการปรับปรุง แก้ไขเพื่อให้ได้กลับมาใช้ได้เร็ว ยิ่งเป็นผลดี”

“ขอเน้นย้ำตรงนี้ว่า เราอยู่ในเส้นทางในการได้รับการอนุมัติอยู่แล้ว แต่ทุกๆ ฝ่ายก็ต้องร่วมมือกันอย่างเต็มที่เพื่อให้ทุกอย่างเสร็จตามกำหนดให้ได้เช่นกันครับ” พาทิศ กล่าวทิ้งท้าย

 


เขียน : เจษฎา บุญประสม
ที่ปรึกษา : พาทิศ ศุภะพงษ์