3 ปีแห่งการเตรียมตัว ชิงแชมป์เอเชีย U23 และกรณีศึกษาจากเอเชียตะวันออก

28 มิ.ย. 2019 10:47:00

4 months ago

House of Thai Football จะกล่าวถึงการเตรียมตัวเป็นเจ้าภาพชิงแชมป์เอเชีย U23 และกรณีศึกษาจากชาติในเอเชียตะวันออก
Picture

ประเด็นสำคัญ

  • การจัดมหกรรมกีฬาระดับนานาชาติ ถือเป็นนิมิตหมายอันดีสำหรับชาติในเอเชีย ต่อการพัฒนาโครงสร้าง นอกเหนือจากการสร้างชื่อเสียงให้ประเทศ
  • สำหรับญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ การจัดโอลิมปิกส์ 1964 และ 1988 ที่กรุงโตเกียวและโซล ตามลำดับ คือจุดที่พลิกโฉมหน้าประเทศอย่างก้าวกระโดด
  • ขณะที่จีน ก็มีการปฏิรูปภาพลักษณ์ของกรุงปักกิ่ง ในการเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกส์ ปี 2008 ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงทัศนียภาพ รวมถึงการคมนาคม 
  • ในส่วนของไทย ที่กำลังจะเป็นเจ้าภาพฟุตบอลชิงแชมป์เอเชีย U23 หรือฟุตบอลปรีโอลิมปิกส์ในอดีต ก็หวังจะเกิดการพัฒนาในด้านต่างๆ ทั้งในและนอกสนามเช่นกัน

เป็นระยะเวลามากกว่า 10 ปี นับจากเอเชียน คัพ 2007 ที่ประเทศไทย จะได้กลับมาเป็นเจ้าภาพในการจัดทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลระดับเมเจอร์ของทวีปเอเชียอีกครั้ง 

โดยการเป็นเจ้าภาพการแข่งขัน ระดับนานาชาติ ถือเป็นอีกหนึ่งเป้าหมายสำคัญ ของสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ตามแผนแม่บทพัฒนาฟุตบอลแห่งชาติ ระยะยาว 20 ปี

ซึ่งในปัจจุบัน อยู่ในช่วงระยะเริ่มต้น 5 ปีแรก แห่งการวางรากฐาน เพื่อสร้างมาตรฐานเริ่มต้น ของการพัฒนาฟุตบอลไทย 

ดังนั้นโอกาสในการเป็นเจ้าภาพ การแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์เอเชีย รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี รอบสุดท้าย คือโอกาสสำคัญ ในการร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ และภาคส่วนต่างๆ ที่จะแสดงศักยภาพของประเทศไทย สู่สายตาภายนอก กับทัวร์นาเมนต์ลูกหนังที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ของทวีป

การเตรียมการ

สิ่งสำคัญอันดับแรกสำหรับ “บิ๊กดีล” ครั้งนี้ คือ การเตรียมงานล่วงหน้า โดยสมาคมฯ ได้มีการประสานงาน กับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และการกีฬาแห่งประเทศไทย เพื่อขอรับการสนับสนุน ให้เป็นเจ้าภาพแข่งขัน พร้อมกับผลักดันการพัฒนาด้านฟุตบอล เป็นวาระแห่งชาติ

นอกจากการสร้างเครือข่ายในประเทศ สมาคมฯ ยังสร้างความพร้อมร่วมกับ องค์กรระดับนานาชาติ ทั้งฟีฟ่า, เอเอฟซี และสมาคมฟุตบอลของประเทศอื่น ในการพัฒนาการบริหารจัดการ, การสนับสนุนความรู้ จากผู้เชี่ยวชาญ, การพัฒนาศักยภาพของบุคลากร ทั้งนักกีฬา, ผู้ฝึกสอน และผู้ตัดสิน

ขณะเดียวกัน ยังได้ออกแผนพัฒนาคุณภาพของวงการฟุตบอลไทย หรือ FA Development Program ด้วยการให้เงินสนับสนุน แก่สโมสรฟุตบอลต่างๆ เพื่อสร้างความพร้อม และยกระดับมาตรฐาน ของสนามแข่งขัน สนามฝึกซ้อมและสิ่งอำนวยความสะดวกโดยรอบ

ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาสนามแข่งขัน ทั้งในส่วนของพื้นสนาม, ที่นั่งบนอัฒจันทร์, ไฟส่องสว่างของสนาม ไปจนถึงการสร้างห้องที่พักสำหรับนักกีฬา ห้องสำหรับการจัดการแข่งขัน ไปจนถึงการพัฒนาสนามฝึกซ้อมต่างๆ ให้มีมาตรฐานที่เป็นสากลมากขึ้น

โดยในปี 2018 ที่ผ่านมา มีถึง 99 สโมสรทั่วประเทศจากทุกดิวิชั่นที่เข้าร่วมโครงการ เป็นเงินมูลค่ารวมกว่า 171 ล้านบาท ในการพัฒนาศักยภาพฟุตบอลแก่ทุกสโมสร

ความตั้งใจจริงที่แสดงให้เห็นต่อเอเอฟซี

แน่นอนว่า ทัวร์นาเมนต์ใหญ่ อันดับ 2 ของเอเชีย และยังเป็นการหาตัวแทนของทวีปไปแข่งโอลิมปิกส์ที่กรุงโตเกียว ในปี 2020 ย่อมมีหลายชาติที่มีความพร้อมมากกว่ายื่นขอเป็นเจ้าภาพ

อย่างไรก็ตาม สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ก็ได้แสดงให้เอเอฟซีเห็นความถึงตั้งใจว่า จะใช้รายการนี้ ในการยกระดับฟุตบอลไทย ให้ขยับเข้าใกล้ชาติชั้นนำ

โดยสมาคมฯ ได้ชี้ให้เห็นถึงความท้าทายว่า หากมอบโอกาสให้กับชาติที่กำลังพัฒนา แทนที่จะเวียนอยู่แต่ในเฉพาะเอเชียตะวันออก อย่าง จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น หรือแถบตะวันออกกลาง อย่าง ยูเออี กาตาร์ ที่มีโครงสร้างพร้อมอยู่แล้ว เอเอฟซีก็จะไม่ได้โอกาสในการสร้างทางเลือกใหม่

แต่หากเลือกไทย นอกจากการได้ทางเลือกที่เพิ่มขึ้นจากเดิม ยังเป็นการสร้างมรดกทางฟุตบอลที่ยั่งยืน แก่ประเทศสมาชิกอย่างทั่วถึง

เพราะการได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพในทัวร์นาเมนต์ใหญ่ ถือเป็นโอกาสสำคัญ และเป็นวาระแห่งชาติ สำหรับชาติที่กำลังพัฒนา ในการพัฒนาสนามกีฬา ทั้งในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐาน สาธารณูปโภค และสิ่งอำนวยความสะดวก พร้อมๆ กัน ถึง 4 สนาม ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ให้ได้มาตรฐานสากล พร้อมรองรับการแข่งขันกีฬา ระดับนานาชาติ ในอนาคต

หากปราศจากทัวร์นาเมนต์นี้ ก็ไม่สามารถการันตีว่า ประเทศไทยจะได้มีโอกาสพัฒนาสนามแข่งขัน ให้มีมาตรฐานทัดเทียมนานาชาติ เนื่องจากเอเอฟซี และฟีฟ่า ก็มีการอัพเดทมาตรฐานให้สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง 

มรดกที่ยั่งยืน (Sustainable Legacy)

โดยการบูรณะครั้งใหญ่หนนี้ เชื่อว่าจะเป็นมรดกที่ยั่งยืนแห่งวงการฟุตบอล รวมถึงวงการกีฬาไทยโดยรวม เมื่อไทยกับเมียนมาจับมือกัน ยื่นข้อเสนอขอเป็นเจ้าภาพร่วมฟุตบอล U20 ชิงแชมป์โลก ในอีก 2 ปีข้างหน้า เช่นเดียวกันกับการเตรียมตัวจับมือกับชาติเพื่อนบ้าน ในการขอเป็นเจ้าภาพร่วมฟุตบอลโลก 2034 

ที่ล่าสุด สหพันธ์ฟุตบอลออสเตรเลีย (เอฟเอฟเอ) ในฐานะที่เป็นหนึ่งในสมาชิกของสหพันธ์ฟุตบอลอาเซียน (เอเอฟเอฟ) ได้หารือกับอินโดนีเซีย เกี่ยวกับการร่วมมือขอจัดเวิลด์คัพด้วยเช่นกัน

“เอฟเอฟเอ ยินดีที่จะได้มีโอกาสหารือ เกี่ยวกับการที่ชาติในอาเซียน จะยื่นขอเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก 2034 กับชาติสมาชิกอื่นๆ ในภูมิภาค” แถลงการณ์ของสหพันธ์ฟุตบอลออสเตรเลียระบุ

อย่างไรก็ดี นอกจากมรดกในสนามแล้ว ยังรวมถึงมรดกนอกสนาม ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาบุคลากร ให้มีประสบการณ์ ในการจัดการแข่งขันกีฬา ระดับทวีป ไปจนถึงโอกาสในการพัฒนาความพร้อมด้านการท่องเที่ยว เช่น โรงแรม หรือที่พักต่างๆ 

ขณะเดียวกัน สมาคมฯ มองเห็นว่าการจัดการแข่งขันครั้งนี้ จะเป็นโอกาสสำคัญที่จะสร้างรายได้ให้กับ พื้นที่จัดการแข่งขัน ผ่านการท่องเที่ยว และเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมไทย ผ่านช่วงเวลาจัดการแข่งขัน โดยทีมชาติที่เข้าร่วมแข่งขันในรอบสุดท้ายนั้น เป็นชาติที่มีแฟนบอลติดตามเชียร์ทีมมาก ซึ่งนับเป็นโอกาสอันดีของประเทศไทย ต่อการโปรโมตประเทศ ในเชิงการท่องเที่ยวด้วยเช่นกัน

กรณีศึกษาจากญี่ปุ่น

วันที่ 20 กรกฎาคม ปี 2020 จะเป็นอีกวันที่ถูกจารึกไว้บนประวัติศาสตร์กีฬาญี่ปุ่น ในฐานะที่เป็นวันรูดม่านเปิดฉากโอลิมปิกส์ฤดูร้อน ที่กรุงโตเกียวอย่างเป็นทางการ

ซึ่งนี่ถือเป็นครั้งที่ 2 ที่มหกรรมกีฬาโอลิมปิกส์ จัดขึ้น ณ กรุงโตเกียว หลังจากที่แดนอาทิตย์อุทัย เคยได้รับเลือกมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อปี 1964 โดยครั้งนั้น เป็นครั้งแรกของทวีปเอเชีย ที่ได้รับเกียรตินี้

และโอลิมปิกส์ปี 1964 ก็นับเป็นความสำเร็จอย่างสูง สำหรับญี่ปุ่น ทั้งในและนอกสนาม เพราะนอกจากจะได้เหรียญทองสูงสุดเป็นอันดับ 3 รองจากสหรัฐอเมริกา และสหภาพโซเวียตแล้ว

ยังเป็นการเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าของประเทศโดยสิ้นเชิง ไม่เฉพาะแค่สนามที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ ยังรวมถึงการคมนาคมต่างๆ 

ไม่ว่าจะเป็นรถไฟความเร็วสูงชินคันเซ็น เส้นแรกระหว่างโตเกียวไปโอซาก้า เช่นเดียวกับทางด่วน และรถไฟใต้ดินหลายสาย รวมถึงสนามบินฮาเนดะ ที่ได้รับการบูรณะใหม่

นอกจากนี้ ยังมีการปรับปรุงทัศนียภาพของเมือง ให้มีความสะอาด ร่มรื่น และที่สำคัญก็คือ เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะนอกจากเป็นการเผยภาพลักษณ์ญี่ปุ่นโฉมใหม่ในสายตานักท่องเที่ยวแล้ว ยังเกิดการใช้จ่ายภายในประเทศ ไม่เว้นแต่คนญี่ปุ่นด้วยกันเอง ที่ต่างหาซื้อโทรทัศน์ เพื่อชมโอลิมปิกส์ครั้งแรกในประเทศ

กับโอลิมปิกส์ 2020

สำหรับโอลิมปิกส์ 2020 ยังเป็นอีกครั้งที่ญี่ปุ่น ในฐานะเจ้าภาพ หวังจะสร้างสิ่งที่เป็น “มรดก” ทั้งในและนอกสนาม เหมือนอย่าง 50 กว่าปีก่อน 

สำหรับในแง่กีฬา พวกเขาได้ใช้โอกาสนี้ ในการสร้างศูนย์กีฬา และที่พักนักกีฬาแห่งใหม่ ที่ทุกคนสามารถใช้งานได้ หลังจากจบการแข่งขัน 

ขณะที่ระบบรถโดยสารประจำทางด่วนพิเศษ ที่เชื่อมต่อระหว่างใจกลางกรุงโตเกียวไปยังเมืองฝั่งริมน้ำ ก็จะมีการเปิดตัวเป็นครั้งแรก รวมถึงการสร้างสภาพแวดล้อม ที่เกื้อหนุนต่อการเดินทางโดยจักรยาน และการปรับทัศนียภาพทางเท้า 

เช่นเดียวกับ การส่งเสริมการท่องเที่ยว ที่ทางญี่ปุ่นหวังจะให้ย่านทามะ และหมู่เกาะภายใต้ปกครองของโตเกียว เป็นที่รู้จักในหมู่ชาวต่างชาติมากขึ้น รวมถึงภาคเศรษฐกิจ ที่สนับสนุนการขยายตัวของ SME

นอกจากนี้ ญี่ปุ่นเองก็หวังจะใช้โอลิมปิกส์ ในการปลูกฝังวัฒนธรรมใหม่ๆ ให้กับประชาชนเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ จิตอาสา การงดสูบบุหรี่ในสนามแข่งขัน การนำพลังงานทดแทนมาใช้ ไปจนถึงการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ

โอลิมปิกส์กับเกาหลีใต้และจีน

กรณีศึกษาเช่นนี้ ไม่ได้เกิดเฉพาะกับญี่ปุ่นเท่านั้น ยังรวมถึงเกาหลีใต้และจีน ในปี 1988 และ 2008 ตามลำดับ

สำหรับโอลิมปิกเกมส์ ณ กรุงโซล ปี 1988 ได้ใช้สโลแกน “World to Korea, Korea to the World” อันถือเป็นการแนะนำประเทศตัวเองไปสู่นานาชาติ ซึ่งในปีนั้นเอง ได้มีนักท่องเที่ยวเข้ามายังประเทศทะลุ 2 ล้านคนเป็นครั้งแรก และยังเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญหลังจากนั้น

เช่นเดียวกับด้านวัฒนธรรม ที่ถูกเผยแพร่ไปสู่ภายนอกมากขึ้น จนก่อให้เกิดเป็นกระแส Korean Wave ในเวลาต่อมา ขณะที่ด้านกีฬา ก็ได้มีการจัดตั้งสถาบันส่งเสริมกีฬาแห่งเกาหลี หลังจากจบโอลิมปิกเกมส์ได้ไม่นาน รวมถึงสวนสาธารณะโอลิมปิกส์ ที่ยังถูกใช้จนถึงปัจจุบัน และกลายเป็นหนึ่งในแลนด์มาร์คของนักท่องเที่ยว

ยังไม่นับรวมถึง พิพิธภัณฑ์และสถาบันต่างๆ ที่ถูกสร้างขึ้นมาในช่วงนั้น ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ โซล อาร์ทส์ เซ็นเตอร์ ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวกว่า 40 ล้านคน

ขณะที่โอลิมปิกส์ ณ กรุงปักกิ่ง ปี 2008 แม้สถานที่แข่งขันบางแห่งจะกลายเป็นสถานที่รกร้าง แต่หลายๆ สนามก็ยังมีการใช้งาน และเตรียมจัดในโอลิมปิกส์ฤดูหนาวปี 2022 

นอกจากนี้ ระบบขนส่งมวลชนยังถูกพัฒนาขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นรถไฟความเร็วสูงไปเทียนจิน จนถึงการเพิ่มเส้นทางรถไฟใต้ดินในหลายๆ สาย เช่นเดียวกับทัศนียภาพของเมือง ที่ถูกปรับปรุงให้ดึงดูดนักท่องเที่ยวยิ่งขึ้น

ความท้าทายที่รออยู่ข้างหน้า

ตลอดช่วงเวลาที่เหลือ สมาคมฯ มีแผนการดำเนินงานที่ชัดเจน ก่อนการแข่งขันจะเริ่มต้นขึ้น ในเดือนมกราคมปีหน้า สำหรับการเตรียมความพร้อมให้มากที่สุด 

ซึ่งสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ มีความต้องการจะแสดงให้เห็นถึงโอกาส ในการพัฒนาศักยภาพฟุตบอลอย่างเท่าเทียม ในทวีปเอเชีย แทนที่จะมอบสิทธิ์การเป็นเจ้าภาพ ให้กับชาติที่มีความพร้อมกว่า อย่างเช่น ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น จีน หรือประเทศจากแถบตะวันออกกลาง

ประเทศไทย ต้องการจะแสดงให้เห็นถึงการพัฒนา คุณภาพฟุตบอลในประเทศ ผ่านการเป็นเจ้าภาพรายการใหญ่ เพื่อแสดงให้เห็น ความท้าทายที่ต้องการพัฒนาตัวเอง เพื่อเทียบศักยภาพ กับชาติชั้นนำในอนาคต

ด้วยการดำเนินงานเตรียมความพร้อม อย่างยาวนาน และการวางแผนที่ชัดเจน ของสมาคมฯ ทำให้ประเทศไทยคว้าสิทธิ์เจ้าภาพ มาครองได้ในที่สุด

สำหรับการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์เอเชีย รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี ที่จะจัดขึ้นในปีหน้า ซึ่งประเทศไทย เป็นอีกชาติที่ได้เข้าร่วม ในฐานะเจ้าภาพของการแข่งขัน 

เชื่อว่า แฟนฟุตบอลชาวไทย จะร่วมเป็นส่วนหนึ่ง ของการพัฒนา และก้าวไปสู่ระดับสากล ของวงการฟุตบอล ไปพร้อมกัน


เขียน/เรียบเรียง : ณัฐนนท์ จันทร์ขวาง/ศุภโชค อ่วมกลัด

ที่ปรึกษา : พาทิศ ศุภะพงษ์