3 ปีแห่งความพยายาม : ศูนย์ฝึกแห่งชาติ ที่ครั้งนี้จะเกิดขึ้นกับฟุตบอลไทย

8 ธ.ค. 2019 08:06:00

2 months ago

House of Thai Football จะมาอธิบายถึงโครงการศูนย์ฝึกฟุตบอลแห่งชาติเต็มรูปแบบ ที่มีการเตรียมตัวมายาวนานกว่า 3 ปี
Picture

เขียน/เรียบเรียง : ศุภโชค อ่วมกลัด

ที่ปรึกษา : พาทิศ ศุภะพงษ์

ประเด็นสำคัญ

  • โครงการสร้างศูนย์ฝึกแห่งชาติ เกิดจากความคิดของ พล.ต.อ. ดร. สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ที่ต้องการศูนย์ฝึกแบบครบวงจร และเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปีแรกที่เข้ารับตำแหน่งนายกสมาคมฯ
  • โดยได้ตระเวณลงพื้นที่สำรวจตามจังหวัดต่างๆ จนกระทั่งการกีฬาแห่งประเทศไทย ให้ความอนุเคราะห์พื้นที่ใน อ. มวกเหล็ก จ. สระบุรี
  • นอกจากนี้ยังได้เดินทางไปดูงานยังศูนย์ฝึกชั้นนำอย่าง J-Village และ J Green Sakai ณ ประเทศญี่ปุ่น, แอสไพร์ อะคาเดมี ที่กาตาร์ รวมถึงศูนย์ฝึกของเปแอสเช ที่ฝรั่งเศส ก่อนที่กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ จะเข้ามาให้การสนับสนุนด้านงบประมาณก่อสร้างทั้งหมด
  • ซึ่งศูนย์ฝึกแห่งนี้ จะเป็นสถานที่สำหรับพัฒนาลูกหนังแบบ 360 องศา ซึ่งนอกจากจะเน้นเรื่องเยาวชนแล้ว ยังให้ความสำคัญกับรากหญ้า, เยาวชน, ผู้ฝึกสอน, ผู้ตัดสิน, นักกายภาพ, นักเวชศาสตร์ ไปจนถึงนักวิทยาศาสตร์การกีฬาฟุตบอลด้วยเช่นกัน
  • ขณะเดียวกัน บุคคลภายนอก ยังสามารถใช้เป็นสถานที่สำหรับสัมมนา หรือพักผ่อนหย่อนใจ ด้วยความมุ่งหวังที่จะให้กีฬาฟุตบอล เป็นเสมือนส่วนหนึ่งในชีวิตของคนไทย 

ในรอบทศวรรษที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่า ชาติที่ได้แชมป์ฟุตบอลโลก ล้วนเป็นชาติที่มีระบบการสร้างเยาวชนที่แข็งแกร่ง ไม่ว่าจะเป็น สเปน ในปี 2010, เยอรมนี ในปี 2014 และฝรั่งเศสในปี 2018

เช่นเดียวกับประเทศในอาเซียนอย่าง เวียดนาม, มาเลเซีย, สิงคโปร์, เมียนมา รวมถึงกัมพูชา ก็มีศูนย์ฝึกฟุตบอลแห่งชาติเป็นของตัวเองแล้วเช่นกัน 

นี่จึงเป็นสิ่งแรกๆ ที่ พล.ต.อ. ดร. สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ พยายามดำเนินการ ให้เกิดศูนย์ฝึกฟุตบอลแห่งชาติขึ้น นับตั้งแต่เข้ามารับตำแหน่ง เมื่อ พ.ศ. 2559 อันเป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาแม่บทฟุตบอลแห่งชาติ 20 ปี

โดยในเดือนธันวาคม ปีเดียวกันนั้นเอง ขณะที่ ช้างศึก กำลังคว้าแชมป์อาเซียน 2016 นายกสมาคมฯ ก็ได้ตระเวณลงพื้นที่ไปยังจังหวัดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น นครราชสีมา, ชลบุรี, เพชรบุรี เพื่อหาที่ดินที่จะใช้ทำศูนย์ฝึก

แม้ในปี 2560 จะมีการเปิดตัวศูนย์พัฒนาศักยภาพกีฬาฟุตบอล ภายใต้ความร่วมมือกับ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี, โรงพยาบาลตำรวจ และบริษัท เอคโคโน เมธอด ซอคเกอร์ เซอร์วิส แต่ พล.ต.อ. ดร. สมยศ ก็มองว่า ยังมีความจำเป็น ที่จะต้องมีศูนย์ฝึกฟุตบอลแห่งชาติ อย่างเต็มรูปแบบอยู่

จนกระทั่ง ได้รับความอนุเคราะห์จากการกีฬาแห่งประเทศไทย ในการใช้พื้นที่บริเวณศูนย์ฝึกกีฬาแห่งชาติ อ. มวกเหล็ก จ. สระบุรี ให้สร้างเป็นศูนย์ฝึกฟุตบอลแห่งชาติขึ้นมา

ศึกษาดูงาน

โดยเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ ได้พาตัวแทนผู้บริหารกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และการกีฬาแห่งประเทศไทย ไปดูงานยังศูนย์ฝึก J-Village ณ จังหวัดฟูกูชิมะ ประเทศญี่ปุ่น เพื่อให้มองเห็นภาพรวมของโครงการสร้างศูนย์ฝึกฟุตบอลแห่งชาติ เกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐาน และสาธารณูปโภคที่จำเป็นร่วมกัน

ซึ่งนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ พล.ต.อ. ดร. สมยศ เดินทางไปดูงานด้วยตนเอง โดยในปี 2560 ก็ได้ไปเยี่ยมชม J Green Sakai ในเมืองโอซาก้า รวมถึงอะคาเดมี่ของสโมสรปารีส แซงต์ แชร์กแมง เมื่อครั้งเข้าไปดูระบบการทำงานของเอคโคโน

และปีก่อนหน้านั้น ก็เดินทางไปดูงานยังศูนย์ฝึกแอสไพร์ ณ ประเทศกาตาร์ อันเป็นหนึ่งในศูนย์ฝึกกีฬาระดับโลก ที่ก่อตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี 2004 

โดยศูนย์ฝึกแอสไพร์ ถือว่ามีส่วนสำคัญ ต่อความสำเร็จด้านลูกหนังของกาตาร์ ในช่วงหลัง เพราะนักเตะชุดแชมป์เอเชียน คัพ 2019 ก็ถูกต่อยอดมาจากที่นั่น 

นอกจากนั้นยังไต่อันดับบนฟีฟ่า แรงกิ้ง จากที่เคยต่ำสุดที่อันดับ 113 ในปี 2010 ก้าวขึ้นมาสู่อันดับ 55 ในปัจจุบัน 

บ้านของทีมชาติ

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ ที่ทำให้เกิดการสร้างศูนย์ฝึกฟุตบอลแห่งชาติขึ้น ก็คือ การเก็บตัวนักกีฬาทีมชาติ ไม่ว่าจะเป็น ฟุตบอล, ฟุตซอล และฟุตบอลชายหาดทีมชาติไทย ทุกชุด ทั้งชายและหญิง 

ที่ผ่านมา ทีมชาติทุกชุดต้องแยกกันฝึกซ้อม ต่างสถานที่ ต่างคุณภาพ เนื่องจากสนามซ้อมที่มีอยู่ไม่เพียงพอ นอกจากนี้ การตั้งแคมป์ฝึกซ้อม ในสถานที่ ที่ไม่ใช่ศูนย์ฝึกกีฬาโดยเฉพาะ ทำให้ขาดสิ่งสนับสนุน ด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา 

ซึ่งจากที่เคยใช้บริการหอพัก, โรงแรม, สนามเช่า การมีศูนย์ฝึกฟุตบอลแห่งชาติ อันมีที่พักที่เป็นส่วนตัว และเงียบสงบ ทำให้นักกีฬาเข้าสู่ระบบแคมป์เก็บตัวอย่างเต็มรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น ศูนย์ข้อมูลวิเคราะห์เกมการแข่งขัน, ห้องประชุม, ห้องแล็ป, ห้องสันทนาการ, ห้องฟิตเนส, สระว่ายน้ำ, ศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพ และมีการดูแลที่ดีที่สุดในการเตรียมทีม สิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้เล่นอยู่ในสภาพที่พร้อมสำหรับการแข่งขัน

บนความร่วมมือกับกลุ่มบริษัทคิง เพาเวอร์

ที่ผ่านมา กลุ่มบริษัทคิง เพาเวอร์ ถือว่าเป็นหนึ่งในองค์กรเอกชน ที่มีโครงการพัฒนาเยาวชนผ่านกีฬาฟุตบอลอย่าง King Power Cup 

โดย King Power Cup ถือเป็นรายการแข่งขันระดับประเทศ สำหรับรุ่นอายุไม่เกิน 15 ปี และมีการคัดเลือกเยาวชนไทย เข้าไปเป็นนักเตะเยาวชนของสโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ ในโครงการ Fox Hunt เพื่อต่อยอดไปสู่การเป็นนักฟุตบอลอาชีพในอนาคต

และด้วยเป้าหมายที่คล้ายคลึงกัน ในการที่จะพัฒนานักเตะเยาวชนไทย ให้ทัดเทียมกับชาติชั้นนำ สมาคมกีฬาฟุตบอลฯ จึงได้ร่วมมือกับคิง เพาเวอร์ ในการสร้างศูนย์ฝึกฟุตบอลแห่งชาติ ให้ออกมาเป็นรูปธรรม

โดยกลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ จะให้การสนับสนุนงบประมาณการก่อสร้างของศูนย์ฝึกฟุตบอลทั้งหมด และจะส่งผู้เชี่ยวชาญการออกแบบศูนย์ฝึกฟุตบอล มาตรวจพื้นที่ต่างๆ โดยมีต้นแบบจากอะคาเดมี สโมสร เลสเตอร์ ซิตี้

สำหรับอะคาเดมีของเลสเตอร์ ถือว่าเป็นหนึ่งในอะคาเดมี ที่ป้อนนักเตะเข้าสู่สารบบทีมชาติอังกฤษ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน อาทิเช่น ปีเตอร์ ชิลตัน, แกรี ลินิเกอร์, เอมิล เฮสกีย์, เบน ชิลเวลล์ เป็นต้น

จึงถือเป็นนิมิตหมายอันดี ที่สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ และกลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ ได้จับมือกัน เพื่อสร้างศูนย์ฝึกแห่งนี้

เป็นมากกว่าศูนย์ฝึก

อย่างไรก็ดี FA Village ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อเป็นศูนย์ฝึกฟุตบอล หรือสถานที่เก็บตัวของทีมชาติ แต่เพียงเท่านั้น เพราะศูนย์ฝึกแห่งนี้ จะถูกนำไปใช้ในหลากหลายกิจกรรม เพื่อการพัฒนาฟุตบอลไทยแบบ 360 องศา 

ตั้งแต่ในระดับรากหญ้า, เยาวชน, ผู้ฝึกสอน, ผู้ตัดสิน, นักกายภาพ, นักเวชศาสตร์ ไปจนถึงนักวิทยาศาสตร์การกีฬาฟุตบอล นอกจากนี้ ยังจะถูกใช้เป็นสังเวียนแข้ง ของรายการแข่งขันฟุตบอลเยาวชนชิงแชมป์ประเทศ

เช่นเดียวกับ การสร้างพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ฟุตบอล ที่มีการนำเสนอแบบร่วมสมัย ในบริเวณพื้นที่ดังกล่าว รวมถึงสถานที่สัมมนา สำหรับหน่วยงานภายนอก และเป็นที่พัก สำหรับพักผ่อนหย่อนใจ ให้กับบุคคลทั่วไป ในวาระอื่นๆ 

บนวัตถุประสงค์ของนายกสมาคมฯ ที่ต้องการให้คนไทยทุกคนได้มีส่วนร่วมกับศูนย์ฝึก ให้ทุกคนมีความรู้สึกเหมือนเป็นเจ้าของสถานที่แห่งนี้ เหมือนกับที่คนไทยให้ความรัก และสนับสนุนกีฬาฟุตบอล จนเป็นกีฬายอดนิยมของประเทศดังเช่นปัจจุบัน