ทำความรู้จักทีมในศึกชิงแชมป์เอเชีย U23 : กลุ่ม A

7 ม.ค. 2020 09:58:38

2 months ago

มาทำความรู้จักกับเพื่อนร่วมกลุ่มของทัพช้างศึก ของการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์เอเชีย รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี ได้ที่นี่
Picture

ในวันพุธที่จะถึงนี้ การแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์เอเชีย รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี ณ ประเทศไทย ก็จะได้ฤกษ์เปิดสนามแล้ว ซึ่งการแข่งขันในรอบแรก (รอบแบ่งกลุ่ม) จะคัดเลือกเพียงแค่ 2 ทีม เข้าไปเล่นในรอบต่อไป โดยความสำคัญในการการแข่งขันฟุตบอลรายการนี้ คือเป็นการหาทีม 3 อันดับแรก เพื่อผ่านเข้าไปเล่นในมหกรรมกีฬาโอลิมปิกส์ 2020 ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

ซึ่งทัพช้างศึกในฐานะเจ้าภาพ จะต้องรับมือกับเพื่อนร่วมกลุ่ม A อย่าง ทีมชาติบาห์เรน, ทีมชาติอิรัก และทีมชาติออสเตรเลีย โดยในเกมนัดแรก ทัพช้างศึก จะลงเล่นกับทีมชาติบาห์เรน ส่วนทีมชาติอิรัก จะพบกับทีมชาติออสเตรเลีย

และก่อนที่การแข่งขันจะเริ่มต้นขึ้นในวันพุธนี้ ก็จะขอนำทุกท่าน มาทำความรู้จักกับแต่ละทีมในกลุ่ม A กัน

ทีมชาติไทย

ผ่านเข้ารอบในฐานะ : เจ้าภาพ

ผลงานในการแข่งขันรายการนี้เมื่อปี 2018 : รอบแบ่งกลุ่ม

ผลงานที่ดีที่สุดในรายการนี้ นับตั้งแต่เปลี่ยนระบบการแข่งขันในปี 2013 : รอบแบ่งกลุ่ม (2016, 2018)

ผลงานในรอบคัดเลือก ของทีมชาติไทย U23 จบด้วยการเป็นอันดับ 2 จากการชนะ 2 นัด และแพ้ 1 นัด ให้กับทีมชาติเจ้าภาพในรอบคัดเลือกอย่าง ทีมชาติเวียดนาม ซึ่งมีดีกรีเป็นรองแชมป์ในการแข่งขันครั้งที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ทัพช้างศึก ก็ยังผ่านเข้ามาแข่งในรอบสุดท้ายของการแข่งขันครั้งนี้ได้ ในฐานะเจ้าภาพ

สำหรับนักเตะที่น่าจับตามองของทีมชาติไทยชุดนี้ ก็เป็น ศุภชัย ใจเด็ด ซึ่งทำไป 5 ประตู ในรอบคัดเลือก และในการแข่งขันรอบสุดท้าย กองหน้าวัย 21 ปี จากบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ก็จะได้ลงเล่นภายใต้การดูแลของ อากิระ นิชิโนะ กุนซือขรัวเฒ่าชาวญี่ปุ่น ซึ่งเป้าหมายของทัพช้างศึกในครั้งนี้ ก็คือการผ่านเข้าไปเล่นในรอบน็อคเอาท์ให้ได้เป็นครั้งแรก

ส่วนฟอร์มการเล่นในการแข่งขันครั้งที่ผ่านมา ทีมชาติไทยพ่ายให้กับ ทีมชาติญี่ปุ่น, ทีมชาติเกาหลีเหนือ และทีมชาติปาเลสไตน์ ทว่าในการแข่งขันครั้งนี้ ทัพช้างศึกภายใต้การดูแลของนิชิโนะ จะทำให้พวกเขามีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาตัวเอง และจะลงเล่นด้วยความกระหายชัยชนะที่มากกว่าเดิม โดยเฉพาะในยามที่ต้องเล่นต่อหน้าแฟนบอลของพวกเขาเอง

ทีมชาติอิรัก

ผ่านเข้ารอบในฐานะ : แชมป์รอบคัดเลือก กลุ่ม C 

ผลงานในการแข่งขันรายการนี้เมื่อปี 2018 : รอบก่อนรองชนะเลิศ

ผลงานที่ดีที่สุดในรายการนี้ นับตั้งแต่เปลี่ยนระบบการแข่งขันในปี 2013 : แชมป์ (2013)


ทีมชาติอิรัก ยังสามารถผ่านเข้ามาแข่งขันรอบสุดท้ายของรายการนี้ได้ทุกครั้ง หลังจากพวกเขาคว้าแชมป์รอบคัดเลือก กลุ่ม C จากการมีลูกได้เสียดีกว่าทีมชาติอิหร่าน

ภายใต้การคุมทีมของกุนซือมากประสบการณ์อย่าง อับดุลกานี ชาฮาด ก็ทำให้ทัพสิงโตแห่งเมโสโปเตเมีย ประสบความสำเร็จมากทีเดียวในการแข่งขันรายการนี้ จากการคว้าอันดับ 3 ในปี 2016 และยังเคยไปถึงแชมป์มาแล้ว เมื่อปี 2013 จากการคว้าชัยเหนือทีมชาติซาอุดีอาระเบีย 1-0 ด้วยประตูของ โมฮานนาด อับดุล-ราฮีม ซึ่งนั่นถือเป็นการแข่งขันครั้งแรกของรายการนี้ด้วย

แต่จากการแข่งขันครั้งที่ผ่านมาที่จีน พวกเขาพลาดท่าตกรอบ 8 ทีมสุดท้ายไป อย่างไรก็ตาม ทีมจากตะวันออกกลางทีมนี้มาพร้อมกับคาดหวังที่มากมาย ว่าจะทำผลงานได้ดีในครั้งนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้า มูรัด ซูเบห์ หัวหอกตัวความหวัง ผู้ทำไป 3 ประตูในรอบคัดเลือก สามารถทำผลงานได้ดี

ทีมชาติออสเตรเลีย

ผ่านเข้ารอบในฐานะ : 1 ใน 4 ทีมอันดับ 2 ที่ดีที่สุดของรอบคัดเลือก (อันดับ 2 รอบคัดเลือกกลุ่ม H)

ผลงานในการแข่งขันรายการนี้เมื่อปี 2018 : รอบแบ่งกลุ่ม

ผลงานที่ดีที่สุดในรายการนี้ นับตั้งแต่เปลี่ยนระบบการแข่งขันในปี 2013 : รอบก่อนรองชนะเลิศ (2013)


ทีมชาติออสเตรเลีย เป็นอีกหนึ่งทีมที่สามารถผ่านมาเล่นในรอบสุดท้าย ของการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์เอเชีย รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี ได้ทั้ง 4 ครั้ง โดยคราวนี้ พวกเขาผ่านเข้ารอบมาในฐานะ 1 ใน 4 ทีมอันดับ 2 ที่ดีที่สุดของรอบคัดเลือก จากการที่พวกเขาเป็นอันดับ 2 ในรอบคัดเลือก กลุ่ม H 

ทัพ ดิ โอลี่รูส์ ชุดนี้ นำทัพโดย เกรแฮม อาร์โนลด์ ซึ่งเป็นกุนซือให้กับทีมชาติชุดใหญ่ด้วย และพวกเขาก็ทำผลงานได้ยอดเยี่ยมมากๆ ในรอบคัดเลือกที่กัมพูชา จากการทำไป 14 ประตู และเสียไปเพียง 2 ประตู ในรอบดังกล่าว และที่พวกเขาจบอันดับ 2 ในรอบนี้ ก็เพราะแชมป์กลุ่มเป็นทีมชาติเกาหลีใต้ ซึ่งถือเป็นมหาอำนาจในวงการลูกหนังของฝั่งเอเชีย มีประตูได้เสียที่ดีกว่า

อย่างไรก็ตาม นับจากการผ่านเข้าไปถึงรอบก่อนรองชนะเลิศเมื่อปี 2013 การแข่งขัน 2 ครั้งล่าสุดในรายการนี้ของทีมชาติออสเตรเลียนั้นไม่ดีเอาเสียเลย เมื่อพวกเขาต้องตกรอบแบ่งกลุ่มทั้ง 2 ครั้ง แต่ครั้งนี้ ทัพ ดิ โอลี่รูส์ ก็หวังว่าโชคชะตาจะเข้าข้างบ้าง และความหวังของพวกเขาก็ดูจะเป็นไปได้ทีเดียว หากกัปตันทีมอย่าง โธมัส เดง ปราการหลังกัปตันทีม และ อัล ฮัสซัน ตูเร่ กองหน้าเชื้อสายกินี-ไลบีเรีย สามารถระเบิดฟอร์มออกมาในการแข่งขันที่แดนสยามได้

ทีมชาติบาห์เรน

ผ่านเข้ารอบในฐานะ : แชมป์รอบคัดเลือก กลุ่ม B

ผลงานในการแข่งขันรายการนี้เมื่อปี 2018 : ไม่ผ่านรอบคัดเลือก

ผลงานที่ดีที่สุดในรายการนี้ นับตั้งแต่เปลี่ยนระบบการแข่งขันในปี 2013 : ไม่เคยผ่านเข้ารอบสุดท้าย


สำหรับทีมชาติบาห์เรน นี่ถือเป็นครั้งแรกของพวกเขา ที่สามารถผ่านมาเล่นรอบสุดท้ายของการแข่งขันรายการนี้ได้ ซึ่งความดีความชอบนี้ ต้องยกให้กับ ซามีร์ ชามมัม กุนซือชาวตูนีเซีย ที่พาพวกเขาเก็บชัยชนะ 3 เกมรวดในรอบคัดเลือก กลุ่ม B

แน่นอนว่าการแข่งขันที่ประเทศไทย ทีมชาติบาห์เรนคงไม่ได้หวังแค่มาร่วมแข่งขันเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จากการมีดาวรุ่งที่น่าจับตาอย่าง โมฮาเหม็ด อัล ฮาร์ดาน แนวรุกสารพัดประโยชน์ หรือจะเป็น อาเหม็ด บูกัมมาร์ กองหลังคนเก่งของทีม ซึ่งทั้งสองคนผ่านการลงเล่นให้ทีมชาติชุดใหญ่ และมีส่วนในความสำเร็จกับการคว้าแชมป์ กัลฟ์ คัพ และการแข่งขันชิงแชมป์เอเชียตะวันตก เมื่อปีที่แล้วด้วย