ทำความรู้จักทีมในศึกชิงแชมป์เอเชีย U23 : กลุ่ม D

10 ม.ค. 2020 14:18:00

7 months ago

มาทำความรู้จักกับ 4 ทีม ในกลุ่ม D ของการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์เอเชีย รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี กันได้ที่นี่
Picture

สำหรับวันนี้ ก็มาถึงคิวของการแข่งขันในกลุ่ม D ซึ่งประกอบไปด้วย เวียดนาม รองแชมป์ของการแข่งขันครั้งที่ผ่านมา, จอร์แดน อันดับ 3 เมื่อปี 2013, เกาหลีเหนือ และ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ แต่ก่อนที่การแข่งขันจะเริ่มต้น เรามาทำความรู้จักกับทีมในกลุ่มนี้กัน

ทีมชาติเวียดนาม

ผ่านเข้ารอบในฐานะ : แชมป์รอบคัดเลือก กลุ่ม K

ผลงานในการแข่งขันรายการนี้เมื่อปี 2018 : รองแชมป์

ผลงานที่ดีที่สุดในรายการนี้ : รองแชมป์ (2018)

ลูกทีมของ ปาร์ค ฮัง ซอ กลับมาลงเล่นรายการนี้อีกครั้ง โดยในรอบแบ่งกลุ่ม นอกจาก ทีมชาติเกาหลีเหนือ และ ทีมชาติสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ แล้ว พวกเขาจะได้เจอกับ ทีมชาติจอร์แดน ที่ทัพดาวทองเขี่ยพวกเขาตกรอบ 16 ทีมสุดท้าย ในฟุตบอลเอเชียน คัพ ช่วงต้นปี 2019 ที่ผ่านมา

ในครั้งนี้ ทีมชาติเวียดนาม หมายมั่นปั้นมือที่จะสร้างประวัติศาสตร์คว้าแชมป์ให้ได้ หลังจากที่พวกเขาเกือบทำสำเร็จในครั้งที่ผ่านมา ก่อนจะพลาดท่าให้กับ ทีมชาติอุซเบกิสถาน ในนัดชิงชนะเลิศ

แน่นอนว่านักเตะคนสำคัญของพวกเขาในชุดนี้ คงจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก เหงียน กวง ไฮ รองดาวซัลโวของการแข่งขันครั้งที่ผ่านมา และนอกจาก กวง ไฮ แล้ว ยังมีนักเตะจากทีมชาติชุดใหญ่อีก 6 คน ในชุดที่แข่งขันฟุตบอลเอเชียน คัพ 2019 และชุดแชมป์อาเซียนในปี 2018 มาด้วย ซึ่งทีมชาติเวียดนามชุดนี้ ถือเป็นชุดที่เต็มไปด้วยความยอดเยี่ยมทั้งฝีเท้า และเรื่องของสภาพจิตใจ แม้พวกเขาจะไม่มี โดน วาน เฮา และ ตรัน ดินห์ ตรอง สองนักเตะเกมรับที่น่าจับตามองก็ตาม

ทีมชาติเกาหลีเหนือ

ผ่านเข้ารอบในฐานะ : แชมป์รอบคัดเลือก กลุ่ม G

ผลงานในการแข่งขันรายการนี้เมื่อปี 2018 : รอบแบ่งกลุ่ม

ผลงานที่ดีที่สุดในรายการนี้ : รอบก่อนรองชนะเลิศ (2016)

หากไม่นับทีมชาติอุซเบกิสถานแล้ว ทีมชาติเกาหลีเหนือ ถือเป็นทีมที่ทำประตูได้น้อยที่สุดในรอบคัดเลือก แล้วสามารถผ่านเข้ามาแข่งขันรอบสุดท้ายที่ไทยได้ พวกเขาอาจทำได้แค่ 4 ประตูในรอบดังกล่าว แต่เกมรับของพวกเขาก็แข็งแกร่งมากเช่นกัน จากการเสียแค่เพียงประตูเดียวในรอบนี้ แม้ทีมที่พวกเขาเจอในรอบแบ่งกลุ่มอย่าง ทีมชาติสิงคโปร์, ทีมชาติมองโกเลีย และ ทีมชาติฮ่องกง จะไม่ใช่ทีมชั้นนำของทวีปก็ตาม

แม้พวกเขาจะไม่เคยได้แชมป์รายการนี้ แต่ทัพโสมแดงก็เป็น 1 ใน 10 ทีม ที่สามารถผ่านมาเล่นรอบสุดท้ายของรายการนี้ได้ครบทั้ง 4 ครั้ง อย่างไรก็ตาม พวกเขาสามารถผ่านเข้ารอบก่อนรองชนะเลิศได้เพียงแค่ครั้งเดียวในปี 2016 ซึ่งครั้งนั้น พวกเขาก็เก็บได้เพียงแค่ 2 คะแนนในรอบแบ่งกลุ่ม แต่มีลูกได้เสียที่ดีกว่าทีมร่วมกลุ่มอย่าง ทีมชาติซาอุดีอาระเบีย และ ทีมชาติไทย ขณะที่ปี 2018 พวกเขาเก็บได้ถึง 4 คะแนน แต่ก็ยังไม่ดีพอที่จะเข้ารอบ เนื่องจากลูกได้เสียเป็นรองทีมชาติปาเลสไตน์

ทีมชาติจอร์แดน

ผ่านเข้ารอบในฐานะ : แชมป์รอบคัดเลือก กลุ่ม E

ผลงานในการแข่งขันรายการนี้เมื่อปี 2018 : รอบแบ่งกลุ่ม

ผลงานที่ดีที่สุดในรายการนี้ : อันดับ 3 (2013)

ในรอบคัดเลือกที่คูเวต ทีมชาติจอร์แดนไม่แพ้ใครเลยตลอด 3 เกม แม้จะเจอกับคู่แข่งอย่าง ทีมชาติคูเวต, ทีมชาติซีเรีย และ ทีมชาติคีร์กีซสถาน และนั่นก็ทำให้พวกเขาสามารถผ่านเข้ามาเล่นรอบสุดท้ายของการแข่งขันรายการนี้ครบทั้ง 4 ครั้ง

กับทีมชุดนี้ ที่ถูกเรียกว่า “ยุคทองของจอร์แดน” ถูกคาดหมายว่ามีศักยภาพพอที่จะสามารถคว้าอันดับ 3 เหมือนปี 2013 ได้อีกครั้ง หรือไม่อย่างนั้น พวกเขาก็อาจจะทำได้ดีกว่าเดิม

จอร์แดนชุดนี้ นำทีมโดย อาเหม็ด อับดุลคาเดียร์ กุนซือชาวจอร์แดน ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมงานโค้ช ที่เคยพาทีมชาติจอร์แดน ไปเล่นฟุตบอลโลก รุ่นอายุไม่เกิน 20 ปี ได้สำเร็จ เมื่อปี 2007

ส่วนนักเตะที่น่าจับตาของพวกเขา ก็เป็น โอมาร์ ฮานี่ ปีกวัย 20 ปี ที่เล่นกับอาโปเอล นิโคเซีย ทีมดังในไซปรัส ขณะเดียวกัน มูซ่า อัล ทามารี่ อีกหนึ่งแข้งจอร์แดนที่อยู่กับอาโปเอล จะบินมาลงช่วยทีมได้ในเกมนัดสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่ม และอาจจะเป็นตัวทีเด็ดของทีมได้ หากทีมชาติจอร์แดน ทะลุเข้าไปถึงรอบน็อคเอาทท์

ทีมชาติสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

ผ่านเข้ารอบในฐานะ : แชมป์รอบคัดเลือก กลุ่ม D

ผลงานในการแข่งขันรายการนี้เมื่อปี 2018 : ไม่ได้เข้าร่วม

ผลงานที่ดีที่สุดในรายการนี้ : รอบก่อนรองชนะเลิศ (2013, 2016)

บางที ช่วงเวลาที่น่าภูมิใจที่สุดของวงการฟุตบอลสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ในยุคมิลเลนเนียม อาจเป็นการที่ทีมชาติรุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี ของพวกเขา ผ่านเข้าไปเล่นฟุตบอลโอลิมปิก 2012 ที่กรุงลอนดอนได้สำเร็จ พร้อมกับการขึ้นมาของสองนักเตะ ที่ก้าวมาเป็นนักเตะที่ดีที่สุดของประเทศในปัจจุบันอย่าง โอมาร์ อับดุลเลาะห์มาน และ อาเหม็ด คาลิล

ซึ่งแน่นอนว่า การแข่งขันที่ประเทศไทยในครั้งนี้ ก็อาจเป็นโอกาสที่ช่วยให้ยูเออีได้โชว์ศักยภาพของแข้งเยาวชนให้แฟนบอลได้เห็น และทัพนักรบชุดขาวก็หวังว่า ทีมชุดนี้ของพวกเขาจะทำผลงานได้ดีกว่ารอบก่อนรองชนะเลิศ ซึ่งเป็นผลงานที่ดีที่สุดที่พวกเขาเคยทำได้ในการแข่งขันรายการนี้

ขณะที่นักเตะของทีมชาติยูเออีในชุดนี้ หลายคนต่างก็มีประสบการณ์ในการเล่นให้กับทีมชาติชุดใหญ่ในทัวร์นาเมนต์สำคัญมาแล้ว ทั้งฟุตบอลโลก 2022 รอบคัดเลือกโซนเอเชีย รอบ 2 และฟุตบอลเอเชียน คัพ 2019 ไม่ว่าจะเป็น คาลิฟา อัล ฮัมมาดี้, อาลี ซาเลห์ และ ยัสซิม ยาคุบ รวมถึง โมฮัมเหม็ด อัล อัตตาส และ อับดุลลาห์ รอมฎอน ที่เริ่มถูกเรียกติดทีมชาติชุดใหญ่มาบ้างแล้ว นอกจากนี้ พวกเขายังมี โมฮัมเมห็ด อัล ชัมซี่ ผู้รักษาประตูของ อัล วาห์ดา ที่มีประสบการณ์ในเวที เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ ลีก มาพอสมควร

และจากขุมกำลังที่ยอดเยี่ยมของทีมชาติสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ชุดนี้ ภายใต้การคุมทีมของ มาเชจ์ สกอร์ซ่า กุนซือชาวโปแลนด์ ก็ทำให้เป้าหมายของทัพนักรบชุดขาว เป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากการคว้าตั๋วลุยโอลิมปิกส์ที่โตเกียว