การเล่นสนามปิด : กรณีศึกษาจากต่างแดน เพื่อเยียวยาลูกหนังและสังคม

25 มี.ค. 2020 16:35:00

2 months ago

House of Thai Football เผยถึงกรณีศึกษาจากลีกต่างประเทศ ในความพยายามที่จะหาทางกลับมาแข่งขันอีกครั้ง
Picture

ประเด็นสำคัญ

  • ท่ามกลางการระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้ฟุตบอลลีกของหลายชาติมีอันต้องงดแข่ง หรือต้องลงเตะแบบปิด
  • ซึ่งในเอเชีย เอ ลีก ออสเตรเลีย, สิงคโปร์ พรีเมียร์ลีก และเมียนมา เนชั่นแนล ลีก เป็น 3 ลีกล่าสุดที่ประกาศเลื่อนเตะออกไป หลังจากลงแข่งแบบปิด 
  • โดยการแข่งขันแบบปิดนั้น มีการตรวจร่างกาย สืบประวัติ ทำความสะอาดในพื้นที่ต่างๆ ก่อนการแข่งขัน และตัดบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องออกไป
  • ขณะที่พรีเมียร์ลีกอังกฤษ ที่งดเตะไปก่อนหน้านั้น ก็มีข่าวว่ากำลังพิจารณาถึงการกลับมาเล่นอีกครั้ง แบบที่ไม่ให้แฟนบอลเข้าชม 
  • เนื่องจากการงดแข่งขัน ทำให้หลายสโมสรขาดรายได้ ไม่เว้นแม้แต่ทีมในยุโรป 
  • อีกทั้งการเลื่อนวันแข่งขันออกไปอย่างไม่มีกำหนด ก็มีผลต่อผู้สนับสนุนการแข่งขัน (สปอนเซอร์) ด้วยเช่นกัน
  • เพราะแบรนด์ธุรกิจต่างๆ ก็ต้องวางแผนงบประมาณให้สอดคล้องกับช่วงเวลาแข่งขัน ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของแบรนด์ เช่น ส่งเสริมการขาย, โฆษณาประชาสัมพันธ์, กระตุ้นยอดขายและบริการ, แคมเปญตอบแทนสังคม ฯลฯ ซึ่งหากว่ามีการเลื่อนออกไป ก็กระทบต่อแผนการตลาดทั้งหมด

สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือ โควิด-19  ส่งผลกระทบต่อความเป็นไปของโลกในทุกแง่มุม ไม่เว้นแม้แต่วงการฟุตบอล

ซึ่งล่าสุด ลีกของตุรกี, ออสเตรเลีย, สิงคโปร์ และเมียนมา ได้ประกาศเลื่อนแข่งขันออกไป หลังจากมีการเตะแบบปิดไปก่อนหน้า 

การแข่งแบบปิด : ทางออกที่เป็นไปได้ หากสถานการณ์ไม่รุนแรงมากขึ้น

เมื่อเร็วๆ นี้ มีข่าวว่า พรีเมียร์ลีกของอังกฤษ กำลังเลือกทางออกที่ “เจ็บน้อยที่สุด” โดยพยายามที่จะกลับมาแข่งขันใหม่แบบปิดสนามให้จบฤดูกาล

ซึ่งการแข่งขันแบบปิด สำหรับป้องกันโควิด-19 อาจไม่เหมือนการแข่งแบบปิดทั่วไป ที่ห้ามเฉพาะแฟนบอลเข้า โดยในกรณีนี้ ยังรวมถึงบุคคลวีไอพี และสื่อมวลชน เนื่องจากต้องคำนึงถึงมาตรการด้านสุขภาพ และการรักษาระยะห่างทางสังคม หรือ Social Distancing เป็นสำคัญ ซึ่งการประชาสัมพันธ์จะมีเจ้าหน้าที่ส่วนกลางบริการภาพและเนื้อหาข่าวให้

โดยรูปแบบการแข่งขันแบบปิด ที่สิงคโปร์และออสเตรเลียนำมาใช้ ก่อนเลื่อนแข่งขันนั้น มีการตัดบุคคลที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการแข่งขันออกไป จนเหลือผู้ที่มีหน้าที่จริงๆ เท่านั้น 

นอกจากนี้ ยังมีการคัดกรองบุคคลที่เข้าสนาม โดยมีการตรวจร่างกาย สืบประวัติ และมีการทำความสะอาดในพื้นที่ต่างๆ ก่อนการแข่งขันอีกด้วย

ผลกระทบจากการเลื่อนแข่ง

การตัดสินใจดังกล่าว สืบเนื่องจากการงดแข่งขันของฟุตบอลลีกอาชีพช่วงนี้ มีผลต่อรายได้ของสโมสรโดยตรง

จากผลสำรวจ Football Benchmark ของ KPMG บริษัทที่ปรึกษาด้านกีฬาของยุโรป ประมาณการว่าพรีเมียร์ลีกอังกฤษ สูญเสียรายได้ รวมเป็นมูลค่าราว 1,150-1,250 ล้านยูโร แบ่งเป็นรายได้จากการถ่ายทอดสด 700-800 ล้านยูโร รายได้จากการพาณิชย์อีก 250-300 ล้านยูโร

ส่วนลีกที่สูญเสียรายได้น้อยที่สุด ในบรรดาลีกท็อป 5 ของยุโรป คือลีก เอิง โดยอยู่ที่ราว 300-400 ล้านยูโร แบ่งเป็นรายได้จากการถ่ายทอดสด 150-200 ล้านยูโร รายได้จากการพาณิชย์อีก 100-140 ล้านยูโร

อย่างไรก็ตาม นั่นก็เป็นจำนวนเงินที่เพียงพอ ที่ก่อให้เกิดการขาดทุนของสโมสรต่างๆ ในฝรั่งเศส จนถึงขั้นส่อเค้าว่าจะล้มละลายเลยทีเดียว

เพราะสโมสรก็จะประสบปัญหาในส่วนของข้อตกลงกับผู้สนับสนุน ที่ควรจะได้สิทธิประโยชน์ตามตารางการแข่งขัน ที่กำหนดไว้แต่เดิม

“ถ้าปราศจากการช่วยเหลือด้านการเงินจากสหภาพยุโรป ครึ่งหนึ่งของสโมสรอาชีพกำลังจะล้มละลาย” แบร์กนาร์ กายาซโซ ประธานกลุ่มตัวแทนสโมสรในลีก เอิง ซึ่งนั่งบอร์ดบริหารของแซงต์ เอเตียน เผยกับสถานีวิทยุ France Bleu Loire

การเยียวยาทางลูกหนังและสังคม

โดยสาเหตุที่พรีเมียร์ลีก กำลังพิจารณากลับมาแข่งใหม่แบบปิด ก็เพื่อนำรายได้จากการถ่ายทอดสด ไปเจือจุนสโมสร

เพราะแน่นอนว่า หากสโมสรฟุตบอลหนึ่งล้มละลาย ย่อมเกิดการตกงานของคนเป็นจำนวนมาก ไม่ใช่เฉพาะแต่เพียงว่า ฟุตบอลลีกจะขาดทีมร่วมแข่งขันเท่านั้น 

และหากเป็นสโมสรประจำจังหวัด ย่อมส่งผลกระทบต่อการจ้างงานของคนในท้องถิ่น อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในความเป็นจริง ไม่มีใครอยากให้เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น แต่เมื่อเกิดแล้ว ก็มีความจำเป็นที่ต้องหาทางออกที่จะทำให้ทุกภาคส่วนยังคงอยู่ต่อได้ ถึงแม้ได้รับผลกระทบทุกฝ่าย แต่ต้องอยู่ในระดับที่พอรับไหว

ท่ามกลางสภาวะที่ความปลอดภัย และสุขภาพต้องมาก่อน ขณะที่เรื่องของปากท้องก็ยังมีความสำคัญเช่นนี้ จึงมีความจำเป็นต้องหาทางออกที่เหมาะสมกับทุกฝ่าย ภายใต้การคำนึงถึงความรับผิดชอบต่อวงการฟุตบอล และสังคมโดยรวม


เขียน/เรียบเรียง : ศุภโชค อ่วมกลัด
ที่ปรึกษา : พาทิศ ศุภะพงษ์