อนาคตฟุตบอลไทย : การวางรากฐานสร้างบุคลากรสู่ความสำเร็จ

24 พ.ย. 2020 18:08:00

5 months ago

เผยโครงการของสมาคมฯ ที่สนับสนุนโค้ชฟุตบอลในไทย ให้ต่อยอดไปสู่ระดับที่สูงขึ้น
Picture

“ผู้ฝึกสอน” หรือ “โค้ช” ถือเป็นจุดเริ่มต้นของรากฐานสำคัญในการพัฒนากีฬาฟุตบอล เพราะยิ่งมีจำนวนมากเท่าไหร่ ย่อมมีโอกาสที่โค้ชเหล่านั้นจะสร้างนักกีฬาที่ดีและมีคุณภาพให้ก้าวขึ้นมาสู่ระบบลีกอาชีพ หรือระดับนานาชาติได้ในจำนวนที่มากขึ้น

โดย เชน ขำวิลัย หัวหน้าฝ่ายเทคนิค เล่าถึงความสำคัญของจัดอบรมโค้ชว่า “ย้อนกลับไปเมื่อปี 2009 เอเอฟซี เริ่มบังคับให้ชาติสมาชิก ที่จะเปิดคอร์สการอบรมผู้ฝึกสอนทุกระดับ จะต้องได้รับอนุญาตผ่านระบบของเอเอฟซีเท่านั้น ขณะที่วิทยากรจะต้องมีใบประกาศอย่างถูกต้อง ส่งผลให้ประเทศไทย ไม่สามารถจัดคอร์สอบรมหลักสูตรต่างๆ ภายในประเทศเองได้ เพราะไม่มีวิทยากรที่มีใบอนุญาต จึงต้องรอวิทยากรจากต่างประเทศเท่านั้น”

“ในปี 2016 หลังจาก พล.ต.อ.ดร.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง เข้ามานั่งบริหารงานเป็นนายกสมาคมฯ ได้เล็งเห็นถึงปัญหาที่เกิดขึ้น และได้ริเริ่มนโยบายสร้างบุคลากรที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาวงการฟุตบอลไทยทั้งระบบ โดยเฉพาะการเพิ่มจำนวน วิทยากรอบรมผู้ฝึกสอน และผู้ฝึกสอน”

“ปี 2017 สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ได้แต่งตั้ง มร. ลิม คิม ชอน ชาวมาเลเซีย ซึ่งมีใบอนุญาตในการเปิดคอร์สอบรมผู้ฝึกสอนหลักสูตรต่างๆ จนถึง โปร ไลเซนส์ ได้เข้ามาทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการด้านการอบรม หรือ (Head of Education) เพื่อให้ประเทศไทยสามารถเปิดคอร์สอบรมผู้ฝึกสอนภายในประเทศไทยได้”

“คือต้องแยกให้ออกนะครับว่า มร. ลิม คิม ชอน ไม่ได้เป็นผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิค แต่ทำหน้าที่เหมือนครูใหญ่ในการสอนและอบรมผู้ฝึกสอนเท่านั้น เพราะผู้อำนวยฝ่ายเทคนิคตอนนั้นก็คือ โค้ชเฮง วิทยา เลาหกุล”

“ส่งผลให้ปัจจุบัน สถานะวิทยากรของประเทศไทย ถูกจัดอยู่ในระดับ B-Level และมีจำนวนวิทยากร ที่สามารถทำหน้าที่ในการจัดคอร์สอบรมและออกใบประกาศได้สูงสุดคือระดับ บี ไลเซนส์ ทั้งหมด 17 คน โดยมี 3 คน ที่สามารถทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยวิทยากร ในระดับ เอ ไลเซนส์ และ โปร ไลเซนส์ ได้ตามมาตรฐานเอเอฟซี”

“ส่วนจำนวน ผู้ฝึกสอนของประเทศไทย ปัจจุบันมีผู้ฝึกสอน เพิ่มขึ้นจากการเปิดอบรมหลักสูตรต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา โดยมีผู้ฝึกสอน ระดับ Introductory 1,679 คน , ระดับ ซี ไลเซนส์ 1,629 คน , ระดับ บี ไลเซนส์ 254 คน, ระดับ เอ ไลเซนส์ 120 คน และ ระดับสูงสุด โปร ไลเซนส์ 39 คน”

“แม้จำนวนผู้ฝึกสอนของประเทศไทยจะมีจำนวนเพิ่มขึ้น แต่หากเปรียบเทียบจำนวนผู้ฝึกสอนกับ มหาอำนาจลูกหนังของเอเชีย อย่าง ญี่ปุ่น ถือว่ายังห่างกันมาก โดย ญี่ปุ่น มีจำนวนผู้ฝึกสอน ระดับ Introductory ถึง 47,807 คน, ระดับ ซี ไลเซนส์ 28,329 คน , ระดับ บี ไลเซนส์ 5,603 คน, ระดับ เอ ไลเซนส์ 2,123 คน และ ระดับสูงสุด โปร ไลเซนส์ 490 คน”

“อย่างไรก็ตามภายใต้การบริหารงานของ พล.ต.อ.ดร.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ยังคงมีนโยบายในการสร้างบุคลากรฟุตบอลอย่างต่อเนื่อง แม้ในปี 2020 จะมีอุปสรรคจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้ การอบรมหลักสูตรต่างๆ จากเดิม 66 คอร์ส เหลือเพียงแค่ 5 คอร์ส ส่งผลให้มีผู้ฝึกสอนเพิ่มเพียงแค่ 138 คน จากเป้าหมายทั้งหมด 1,878 คน”

“ในปี 2021 สมาคมฯ มีแผนการเพิ่มจำนวนบุคลากรจากการอบรมผู้ฝึกสอนหลักสูตรต่างๆ จำนวน 1,392 คน แบ่งออกเป็นหลักสูตรระดับต่างๆ ดังนี้ ระดับ Introductory จำนวน 24 คอร์ส 720 คน, ระดับ ซี ไลเซนส์ จำนวน 12 คอร์ส 288 คน, ระดับ บี ไลเซนส์ จำนวน 8 คอร์ส 192 คน, ระดับ เอ ไลเซนส์ 48 คน นอกจากนี้ยังมี หลักสูตร Goalkeeping Level 1 จำนวน 2 คอร์ส 48 คน, Goalkeeping Level 2 จำนวน 2 คอร์ส 48 คน และ Condition (Fitness) Level 1 จำนวน 2 คอร์ส 48 คน”

“นอกจากนี้ ในปี 2021 สมาคมฯ ยังมีเป้าหมายที่จะยกระดับการเข้าเป็นประเทศสมาชิกที่มีวิทยากรสามารถเปิดคอร์สอบรมผู้ฝึกสอน ในระดับ A-Level และระดับ PRO-Level ในปี 2022-23 เพื่อการพัฒนาวงการฟุตบอลไทยทั้งระบบที่ยั่งยืนต่อไป”

“ปัจจุบันสมาคมฯ มี การ์เลส โรมาโกซ่า มาทำหน้าที่ผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิค และได้เริ่มสานงานต่อด้วยการวางนโยบายการอบรมโค้ชร่วมกับ เอเอฟซี เพื่อพัฒนาหลักสูตรการอบรมโค้ชให้มีความแข็งแกร่งขึ้นต่อไป” หัวหน้าฝ่ายเทคนิค กล่าวปิดท้าย