ไขข้อข้องใจ : เกมทีมชาติต้องมีองค์ประกอบอะไรบ้าง... จึงจะถูกเรียกว่า “A-Match”?

12 ก.ค. 2017 11:56:00

1 month ago

FA Thailand ขอนำเสนอคอลัมน์ใหม่ House of Thai Football ที่จะไขข้อข้องใจ, เจาะประเด็นเชิงลึกที่ใครหลายคนสงสัย, ให้ความรู้ใหม่ๆเกี่ยวกับการทำงานของสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ มาย่อยง่ายๆ ให้แฟนบอลทุกท่านได้กระจ่าง...
Picture

ช่วงขวบปีหลัง เราได้คงได้ยินคำว่า International “A” Match กันบ่อยครั้ง หลังจากที่ฟีฟ่าได้ประกาศเงื่อนไขออกมาเมื่อเดือนตุลาคม 2012 เพื่อทำการจัดระเบียบในการคิดคะแนนจัดอันดับโลกให้มีความเที่ยงตรงมากขึ้น โดยจะมีการคิดคะแนนก็ต่อเมื่อแมตช์ดังกล่าวเข้าข่ายข้อบังคับตามที่กำหนดไว้

ซึ่งนอกจากทัวร์นาเม้นต์ที่เป็นทางการอย่าง ฟุตบอลโลก (ทั้งรอบสุดท้ายและรอบคัดเลือก), คอนเฟเดเรชั่นส์ คัพ รวมถึงทัวร์นาเม้นต์ระดับทวีปอย่างพวก ยูโร, โคปา อเมริกา หรือเอเชียน คัพ (ทั้งในรอบสุดท้ายและรอบคัดเลือกเช่นกัน) เกมกระชับมิตรก็สามารถนับมาคำนวณได้เช่นกัน

 

จริงจังแค่ไหน… แค่ไหนเรียกจริงจัง

จริงอยู่ที่นัดกระชับมิตรก็สามารถช่วยให้ไต่อันดับบนฟีฟ่าแรงกิ้งได้ แต่… ใช่ว่าจะเตะกับทีมรวมดาราหรือทีมเยาวชนแล้วจะได้คะแนนเพิ่ม เพราะทางสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติได้กำหนดไว้ว่า แมตช์ที่นำมาคิดคะแนนต้องเป็นผู้เล่นทีมชุดใหญ่เท่านั้น

นอกจากนี้เกมระดับ “A” Match จะต้องมีผู้ตัดสินระดับฟีฟ่าทั้งตัวผู้ตัดสินและผู้ช่วยผู้ตัดสิน (หมายถึงไลน์แมนทั้ง 2 คน) ส่วนผู้ตัดสินที่ 4 นั้นไม่บังคับ แต่ถ้าเกิดมีเหตุสุดวิสัย ต้องลงทำหน้าที่แทน 3 รายที่กล่าวมาข้างต้น ฟีฟ่าจะไม่ถือว่าแมตช์นั้นเป็นเกม International “A” Match

ส่วนผู้ตัดสิน แน่นอนว่าจะต้องมาจากประเทศที่เป็นกลาง เว้นแต่ทั้งสองทีมที่เตะกันจะตกลงไว้เป็นอื่น ขณะเดียวกันก็สามารถเปลี่ยนตัวได้ 6 คนเต็มที่ และเกม “A” Match แต่ละนัดต้องเตะทิ้งห่างกันไม่น้อยกว่า 48 ชั่วโมง ซึ่งต้องส่งรายงานแมตช์การแข่งขันและรายชื่อผู้เล่นไปยังสำนักงานเลขาธิการฟีฟ่าและเอเอฟซีด้วย


ทำไมคิงส์คัพจึงเป็น ‘A’ Match ได้?

หลายคนคงสงสัยว่า แล้วเหตุใดฟุตบอลถ้วยพระราชทานคิงส์คัพจึงเป็นรายการแข่งขันระดับ ‘A’ Match ทั้งที่เตะนอกฟีฟ่าเดย์?

คำตอบก็คือ เพราะ International ‘A’ Match ทางฟีฟ่าไม่ได้ระบุไว้ว่าจำเป็นต้องเตะภายในวันปฏิทินที่องค์กรลูกหนังโลกกำหนดเท่านั้น ขอเพียงทำตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ก็พอ อย่างที่เราเห็นในช่วงปลายปีที่ผ่านมากับศึกชิงจ้าวลูกหนังอาเซียนอย่างเอเอฟเอฟคัพที่เตะกันนอกปฏิทินฟีฟ่าเดย์ แต่มีการคิดคะแนนเหมือนปกติ

ขณะเดียวกัน ฟุตบอลชิงแชมป์ระดับภูมิภาคต่างๆ ที่ไม่ได้เตะตามปฏิทินฟีฟ่า ต่างก็อยู่ในสารบบ ‘A’ Match ด้วยกันทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นกัล์ฟ คัพที่เตะกันระหว่างชาติตะวันออกกลาง หรืออีสต์ เอเชียน คัพ ของเอเชียตะวันออก รวมถึงรายการบอลติก คัพ ฟุตบอล 3 เส้าที่เตะกันระหว่าง ลัตเวีย, ลิทัวเนีย และ เอสโตเนีย ทุกๆ 2 ปีด้วย ซึ่งบรรดาทัวร์นาเม้นต์ที่ว่ามีการคิดคะแนนเทียบเท่ากับคิงส์คัพบ้านเรา

และเมื่อเร็วๆนี้ ทีมชาติกาน่าก็ได้ถูกเทียบเชิญให้ไปอุ่นเครื่องกับเม็กซิโกและสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน และ 2 กรกฎาคมตามเวลาบ้านเรา เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมให้กับแข้งจังโก้และพญาอินทรีก่อนศึกคอนคาเคฟ โกลด์ คัพ ซึ่งก็เป็นเกม ‘A’ Match เช่นกัน จะเห็นได้ว่าการจะคำนวณแรงกิ้ง ไม่จำเป็นต้องแข่งตรงกับฟีฟ่าเดย์เสมอไป...


เมื่อเบลารุส ไม่ส่งชุดใหญ่?

การแข่งขันคิงส์คัพ 2017 นั้น ทีมชาติเบลารุสไม่สามารถเรียกตัวบรรดานักเตะแกนหลักที่ค้าแข้งในต่างแดนได้ จึงขอใช้ผู้เล่นจากลีกในประเทศที่กำลังพักครึ่งฤดูกาลอยู่มาเตะ… ซึ่งในทางปฏิบัติแล้วทำได้งั้นเหรอ?  

ได้สิ...พวกเขาก็ลงทะเบียนแข่งขันในระดับ Tier 2 แทน จะทำให้ทีมที่เจอกับเบลารุสในรายการนี้ไม่ถูกนำมาคิดคะแนน แม้จะร่วมสังคายนาในทัวร์นาเม้นต์เดียวกันก็ตาม แต่จะมีการบันทึกผลการแข่งขันตามปกติ ส่วน 3 ชาติที่เหลืออย่าง ทีมชาติไทย, เกาหลีเหนือ และบูร์กิน่าฟาโซ ที่ส่งชื่อลงทะเบียนแข่งในระดับ Tier 1 สามารถคิดคะแนนตามแรงกิ้งฟีฟ่าได้ตามปกติในเกมที่ทั้ง 3 ทีมเจอกัน

ทั้งนี้การลงทะเบียนเข้าแข่งขันนั้น ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของสมาคมฟุตบอลประเทศนั้นๆ อย่างในศึกคอนเฟเดเรชั่นส์ คัพ 2017 ที่ทีมชาติเยอรมันส่งผู้เล่นยังบลัดที่เล่นอยู่ในประเทศเป็นส่วนใหญ่ลงสนามก็ยังสามารถลงทะเบียนในระดับ Tier 1 ได้ตามปกติ ซึ่งการลงทะเบียนระดับ Tier 1 นั้น ครอบคลุมไปถึงการส่ง Scratch Team หรือทีมเฉพาะกิจลงเตะในฐานะตัวแทนทีมชาติชุดใหญ่ (A Team) ด้วยเช่นกัน

ในระดับนานาชาติ เราจะเห็นได้บ่อยจากเม็กซิโกที่ถูกเชิญไปเล่นถ้วยโคปา อเมริกา ช่วงหลัง ซึ่งจัดโดยสหพันธ์ฟุตบอลอเมริกาใต้ (คอนเมโบล) ขณะที่ตัวเองสังกัดโซนคอนคาเคฟ โดยทัพจังโก้มักจะส่งตัวผู้เล่นที่ค้าแข้งในประเทศเล่นโคปาเสียส่วนใหญ่ แล้วไปจัดหนักกับถ้วยโกลด์ คัพ ของทวีปตัวเอง ยกเว้นก็แต่โคปา อเมริกา เซนเตนาริโอ ที่จัดขึ้นครบรอบ 100 ปีของรายการดังกล่าว


วิธีการคิดคะแนนของฟีฟ่า

สำหรับตอนนี้ไทยมีแต้มตามหลังฟิลิปปินส์ ทีมอันดับ 1 ในอาเซียนบนแรงกิ้งฟีฟ่าอยู่ 14 คะแนน ดังนั้นถ้าหากเอาชนะเกาหลีเหนือ ซึ่งอยู่อันดับที่ 113 ของโลก ก็จะมีโอกาสขยับเข้าไป “ดิ อัซกาลส์” เข้าไปอีก และมีโอกาสแซงได้ถ้าป้องกันแชมป์คิงส์คัพได้สำเร็จ

โดยสูตรการคิดคะแนนก็คือ คะแนนแต่ละนัด X ค่าสัมประสิทธิ์ความสำคัญของแมตช์ X อันดับของคู่แข่ง X ค่าสัมประสิทธิ์ของโซนที่อยู่

ซึ่งคะแนนแต่ละนัด จะมีการคิดดังนี้ = ชนะ 3 แต้ม, ชนะจุดโทษ 2 แต้ม, เสมอ 1 แต้ม, แพ้จุดโทษ 1 แต้ม,​ แพ้ 0 แต้ม

หลายคนคงจะมีคำถาม ถ้าเป็นกรณีอื่นที่เตะแบบสองเลกล่ะ? สำหรับทีมที่แพ้ในเลกแรกก่อนจะชนะจุดโทษในเลกสอง ทีมที่ชนะในเลกสองจะได้ 2 แต้ม แต่สมมติว่าเลกแรกแพ้มา 2-0 ก่อนจะชนะในเลกสอง 1-0 กรณีนี้จะถือว่าทีมที่ชนะในเลกสองจะได้ 3 แต้ม

ถัดมาเป็นค่าสัมประสิทธิ์ความสำคัญของแมตช์ โดยแมตช์อุ่นเครื่องจะได้ 1 คะแนน, ฟุตบอลโลก หรือฟุตบอลระดับทวีปรอบคัดเลือกจะได้ 2.5 คะแนน, รอบสุดท้ายของฟุตบอลชิงแชมป์ระดับทวีป หรือ ฟุตบอลรายการ คอนเฟเดอเรชั่นส์ คัพ จะได้ 3 คะแนน ส่วนฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายจะได้ 4 คะแนน

ส่วนอันดับของคู่แข่งนั้น ถ้าอยู่อันดับที่สูงกว่า 150 จะถูกลบด้วย 200 ยกเว้นเจอกับทีมอันดับ 1 ของโลกที่จะได้ตัวคูณเท่ากับ 200 เต็มๆ ส่วนทีมที่อยู่อันดับ 150 ลงมาจะมีตัวคูณเท่ากับ 50 ซึ่งคู่แข่งอย่างเกาหลีเหนือและบูร์กิน่าฟาโซนั้นอยู่ในอันดับที่สูงกว่า 150 โดยเฉพาะฝ่ายหลังที่อยู่ในอันดับ 44 ทำให้ทีมชาติไทยมีโอกาสเก็บแต้มอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

ตบท้ายด้วยค่าสัมประสิทธิ์ของโซนที่อยู่ โดยทีมจากคอนเมโบลจะมีค่าสัมประสิทธิ์มากที่สุดคือ 1.00 ส่วนทวีปอื่นๆ ลดหลั่นกันลงมา อย่างยูฟ่าก็จะได้ 0.99 ขณะที่เอเอฟซี, ซีเอเอฟ, โอเอฟซี และคอนคาเคฟจะได้เท่ากันคือ 0.85 แต่ถ้าหากทีมจากต่างทวีปมาเจอกันก็จะนำค่าสัมประสิทธิ์ที่ได้มาบวกกันแล้วหารด้วย 2

ขณะเดียวกันคะแนนก็จะถูกนับรวมกับแต้มสะสมตลอด 4 ปีหลังสุด โดย 12 เดือนล่าสุดค่าสัมประสิทธิ์จะอยู่ที่ 1.0, 12-24 เดือนก่อนหน้าจะอยู่ที่ 0.5, 24-36 เดือนก่อนหน้าจะอยู่ที่ 0.3 ส่วน 36-48 เดือนก่อนหน้าจะเหลือแค่ 0.2 จะเห็นได้ว่าค่าสัมประสิทธิ์ปีก่อนๆ จะยิ่งน้อยลงๆ เพราะจะเน้นไปที่ฟอร์มปัจจุบันมากกว่า

เพราะฉะนั้นเกมกับ “โสมแดง” จึงเป็นบททดสอบที่สำคัญว่าทัพ “ช้างศึก” พร้อมจะไล่ทวงคืนอันดับ 1 ของอาเซียนบนฟีฟ่าแรงกิ้งกลับมาหรือไม่….

 

เขียน / เรียบเรียง : ศุภโชค อ่วมกลัด
ที่ปรึกษา : พาทิศ ศุภะพงษ์