ฟุตบอลไทยได้อะไรจากโครงการ FIFA Forward

16 ก.ค. 2017 13:57:00

4 months ago

นี่คือตอนที่สองของคอลัมน์ใหม่ House of Thai Football ที่จะเจาะลึกถึงประเด็นต่างๆ เกี่ยวกับการพัฒนาฟุตบอลไทยภายใต้การทำงานของสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ซึ่งวันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับโครงการ FIFA Forward ว่าจะมีผลอะไรต่อวงการลูกหนังแดนสยามในอนาคต ติดตามได้ที่นี่
Picture

ประเด็นสำคัญ

  • FIFA Forward คือโครงการสนับสนุนบรรดาชาติสมาชิกในฟีฟ่า ให้เกิดการพัฒนาในวงการฟุตบอลอย่างรอบด้าน 
  • โดยแต่ละปีนั้นชาติสมาชิกจะได้เงินอุดหนุนประมาณ 42 ล้านบาท 
  • ซึ่งเงินก้อนนี้ ฟีฟ่าได้แบ่งออกเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของสมาคมฯ ราว 17 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายตามโครงการ ที่มีวงเงินสูงสุดที่ราว 25 ล้านบาท

 

ตามที่สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ส่งนาย ปิยภัทร สโรบล เจ้าหน้าที่ฝ่ายต่างประเทศไปยังสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) เพื่อไปประจำการร่วมทำงานกับองค์กรลูกหนังโลกถึงกรุงซูริค ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เป็นระยะเวลา 1 เดือนเศษเพื่อไปช่วยงานโครงการ FIFA Forward เป็นประเทศแรกในโลก ทำให้หลายคนคงอยากทราบว่าโครงการนี้สำคัญต่อการพัฒนาฟุตบอลไทยอย่างไร เหตุใดเราจึงต้องส่งคนไปทำงานในด้านนี้

 

การพัฒนาลูกหนังแบบ 360 องศา

โครงการ FIFA Forward ก่อตั้งขึ้นปี 2016 เพื่อสนับสนุนการพัฒนาวงการลูกหนังของแต่ละประเทศให้มีศักยภาพที่ทัดเทียมกัน

ซึ่งในสมัยของ เซปป์ แบลตเตอร์ นั้น จะได้เงินอุดหนุนอยู่ที่ 400,000 ดอลล่าร์สหรัฐฯ (ราว 13.6 ล้านบาท) ต่อปี แต่ในยุคของ จานนี่ อินฟานติโน่ มีการเพิ่มเงินสนับสนุนมากขึ้นจากเดิม 3 เท่า เป็นปีละ 1,250,000 ดอลล่าร์สหรัฐฯ (ราว 42.4 ล้านบาท) ตลอดระยะเวลา 4 ปี

โดย 500,000 เหรียญสหรัฐฯ (ราว 17 ล้านบาท) ที่ได้ จะมอบให้เป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานให้กับสมาคมฯ ซึ่งทางฟีฟ่าจะมีรายละเอียดค่าใช้จ่ายในด้านต่างๆ ให้กรอก ไม่ว่าจะเป็น การสนับสนุนทีมชาติไทยทั้งชายและหญิง, การพัฒนาฟุตบอลเยาวชน, สนับสนุนการแข่งขันฟุตบอลชาย, สนับสนุนการแข่งขันฟุตบอลหญิง, สนับสนุนการจัดอบรมผู้ฝึกสอน, สนับสนุนโครงการพัฒนาผู้ตัดสิน, สนับสนุนกีฬาฟุตซอลและฟุตบอลชายหาด, ค่าใช้จ่ายในการบริหารงานของสมาคมฯ, การจัดกิจกรรมต่างๆ, ค่าใช้จ่ายด้านการตลาดและการสื่อสาร รวมถึงค่าใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐานของสมาคมฯ ซึ่งทั้งหมดนี้จะต้องแจกแจงทั้งในหน่วยเงินบาทและเงินดอลล่าร์สหรัฐฯ

ส่วนอีก 750,000 เหรียญสหรัฐฯ (ราว 25.4 ล้านบาท) จะขึ้นอยู่กับโครงการต่างๆ เช่น การสร้างสนาม, การจัดการแข่งขันต่างๆ, โปรเจ็คท์พัฒนาฟุตบอลหญิง เป็นต้น ซึ่งเงินก้อนนี้จะมีการมอบให้กับสมาคมแต่ละประเทศตามโครงการที่นำเสนอเป็นปีๆไป ไม่สามารถนำมาทบได้แต่อย่างใด

เงินก้อนหลังนั้น สมาชิกจำเป็นต้องเสนอโครงการเพื่อให้ฟีฟ่าอนุมัติเงินมาใช้ ซึ่งการทำเรื่องของบไปยังฟีฟ่า ทางด้านนาย ปิยภัทร สโรบล ที่จะเดินทางไปช่วยงานฟีฟ่าเพื่อช่วยเหลือประเทศสมาชิกในการให้ข้อมูลเกี่ยวกับโครงการนี้กล่าวว่า “เราต้องกรอกเอกสารยื่นของบไปให้กับทางฟีฟ่า ซึ่งในใบกรอกก็จะมีชื่อโครงการ, ระยะเวลาการดำเนินงาน, ไทม์ไลน์, ผู้รวมทำโครงการ, อุปสรรค รวมถึงค่าใช้จ่ายทั้งในหน่วยที่เป็นบาทและดอลล่าร์สหรัฐฯ พร้อมทั้งมีหลักฐานประกอบ”

“หากเอกสารทุกอย่างครบถ้วนตามที่ฟีฟ่าต้องการ ก็จะใช้ระยะเวลาในการพิจารณาและอนุมัติราว 1-2 เดือน แต่ถ้าหากไม่ผ่านก็จะถูกตีกลับมาแก้ใหม่ หรือต้องส่งเอกสารเพิ่มจนกว่าจะครบสมบูรณ์”

 

โครงการที่จะสร้างในอนาคต

ในปี 2016 ที่ผ่านมา ทางสมาคมฯได้นำเงินจำนวนนี้มาสร้างที่ทำการสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯเป็นการถาวรบริเวณหน้าสนามราชมังคลากีฬาสถาน

สำหรับโครงการในปี 2017 ทางสมาคมฯ นำเงินที่ได้จากโครงการ FIFA Forward ไปสร้างศูนย์ฝึกอคาเดมี่แห่งชาติร่วมกับมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี ซึ่งมีที่พักและอุปกรณ์ที่ทันสมัย พร้อมกับวางแผนแม่บทพัฒนาฟุตบอลแห่งชาติระยะยาว 20 ปี (2017-2026)

ในปี 2018 จะเน้นไปที่การวางระบบเทคโนโลยี ทั้งในการทำงาน และการจัดการแข่งขัน ให้มีความทันสมัยตามแบบสากล รวมถึงการพัฒนามาตรฐานการถ่ายทอดสด

โดยนาย พาทิศ ศุภะพงษ์ รองเลขาธิการฝ่ายต่างประเทศ และโฆษกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า “ฟีฟ่าได้แชร์ให้รู้ว่าองค์กรของเขาใช้เทคโนโลยีอะไรในการดำเนินงานออฟฟิศ และระบบอะไรในการจัดการแข่งขัน เราสามารถนำเทคโนโลยีตรงส่วนนี้มาช่วยให้ทุกอย่างมีประสิทธิภาพ และรวดเร็ว สมกับเป็นสมาคมกีฬาที่บริหารงานระดับประเทศ”

ขณะที่ในปี 2019 จะก้าวไปในขอบเขตที่ใหญ่กว่านั้น นั่นก็คือการทำโครงการหาผู้ร่วมทุนทำสนามแห่งใหม่ ที่สร้างมาเพื่อการแข่งขันฟุตบอลโดยเฉพาะ

"ในหลายๆประเทศ การสร้างสนามนั้นเกิดจากงบประมาณจากเมือง และภาคประชาชนแบบ crowd funding ที่เป็นการระดมทุนจากมวลชน ซึ่งตรงนี้ที่ญี่ปุ่นทำสำเร็จมาแล้วคือ คนทั่วไปสามารถบริจาคสร้างสนามฟุตบอลซุอิตะ สเตเดี้ยม ในโอซาก้าได้ และภาคเอกชนก็ทำได้เช่นกัน โดยที่สนามดังกล่าวนั้นที่นั่งเก้าอี้จะมีชื่อคนบริจาคติดถาวรเป็นอนุสรณ์ไว้เลย"

“เราจะทำการศึกษาความเป็นไปได้ในการสร้างสนาม และสร้างแคมเปญหาผู้ร่วมทุน ด้วยการแสดงภาพจำลองแบบ 3 มิติ และโมเดล เหมือนกับ Sales Gallery ของคอนโดมิเนียม หรือห้างสรรพสินค้า เพื่อให้เห็นว่าสนามจะมีอะไรบ้าง พร้อมกับทำการโปรโมตเพื่อให้ผู้ที่สนใจเข้ามาร่วมทำโปรเจ็คท์” นายพาทิศเผย

ซึ่งสนามฟุตบอลที่มีโครงการจะสร้างนั้น ทางสมาคมฯ หวังจะให้เป็นสนามที่ถูกใช้งานตลอดเวลา โดยมีสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ หรือช็อปปิ้งมอลล์ขนาดเล็ก เอาไว้ฆ่าเวลาก่อนแข่งขันและในวันที่ไม่มีการแข่งขัน

"โดยการทำสนามฟุตบอลให้พื้นที่รอบๆสามารถใช้งานได้หลากหลายรูปแบบนั้น เราก็ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงบริษัทอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ ที่ทำการศึกษาพื้นที่ตรงนั้นเป็นอย่างดี เพราะเรามีวัตถุประสงค์ที่จะให้เกิดการระดมทุน ร่วมทุนกันของหลายๆฝ่าย โดยมีสนามฟุตบอลเป็นส่วนหนึ่ง" นายพาทิศกล่าวเสริม

 ดังกล่าวที่มาข้างต้น สนามซุอิตะ สเตเดี้ยม ของสโมสรกัมบะ โอซาก้า จัดว่าเป็นสนามฟุตบอลแห่งแรกในญี่ปุ่นที่มีการระดมทุนจากแฟนบอลและภาคเอกชน ขณะที่ในยุโรปนั้น เราจะเห็นหลายสนามที่สร้างจากงบประมาณของเมืองเช่นกัน อย่าง ซิตี้ ออฟ แมนเชสเตอร์ สเตเดี้ยม ที่มีสภาเมืองแมนเชสเตอร์เป็นเจ้าของ หรือสตาดิโอ จูเซ็ปเป้ เมียซซ่า (ซาน ซิโร่) ที่สภาเมืองมิลานเป็นเจ้าของ เช่นเดียวกับ ปาร์ก เดส์ แปร็งส์ รังเหย้าของ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง เจ้าของก็เป็นสภากรุงปารีสเหมือนกัน 

คำชมจากฟีฟ่า

จากการที่ประเทศไทยได้เป็นตัวตั้งตัวตีในการขับเคลื่อนโครงการ FIFA Forward อีกทั้งยังเป็นตัวอย่างที่ดีในการทำงานที่ตรงเวลาและได้ข้อมูลที่ครบถ้วน ทำให้ จานนี่ อินฟานติโน่ ประธานฟีฟ่าถึงกับกล่าวชมในการพบกันที่สำนักงานใหญ่ ณ กรุงซูริค เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมาเลยทีเดียว

“นี่ถือเป็นตัวอย่างที่ยอดเยี่ยม พวกเขาทำโครงการได้ตรงตามวัตุประสงค์ที่ FiFA Forward ต้องการ นั่นก็คือการพัฒนาแนวทางฟุตบอลเพื่อขจัดอุปสรรคและข้อด้อยต่างๆที่มีอยู่ให้หมดไป ผมขอชมเชยนายกสมาคมฯ สมยศ และสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ในความเสียสละและผลักดันโครงการให้ก้าวไปข้างหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะก่อตั้งฟุตบอลลีกหญิงขึ้นมาในเมืองไทย” อินฟานติโน่กล่าวกับเว็บไซต์ที่เป็นการของฟีฟ่า

เชื่อว่าระยะเวลา 1 เดือนเศษที่ตัวแทนของสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ไปประจำการที่สำนักงานใหญ่ฟีฟ่า จะได้อะไรกลับมาพัฒนาวงการลูกหนังไทยไม่น้อย...

 

เขียน / เรียบเรียง : ศุภโชค อ่วมกลัด
ที่ปรึกษา : พาทิศ ศุภะพงษ์