อบรม C - License (ของเอเอฟซี) สำคัญไฉน?

18 ก.ค. 2017 09:49:00

4 months ago

มาถึงตอนที่ 3 ของ House of Thai Football ซึ่งจะมาพูดถึงสิ่งที่สำคัญที่สุดในการพัฒนาวงการฟุตบอล นั่นก็คือ 'โค้ช' นั่นเอง
Picture

ประเด็นสำคัญ

  • ซี ไลเซนส์ คือการอบรมโค้ชขั้นพื้นฐาน ก่อนจะก้าวไปเป็น บี, เอ และ โปร ไลเซนส์ ในอนาคต
  • การจะเป็นวิทยากร (Instructor) ฝึกสอนโค้ชได้ต้องอยู่ในระดับ เอ หรือ โปร ไลเซนส์ เท่านั้น
  • FA Thailand Introductory Course คือคอร์สปรับพื้นฐานสำหรับโค้ชฟุตบอลที่เปิดสอนฟรีโดยสมาคมฯ บุคคลทั่วไปที่สนใจสามารถเรียนได้

ซี ไลเซนส์… ใครก็เรียนได้?

เมื่อวงการฟุตบอลกำลังพัฒนาเบ่งบานขึ้น ทำให้หลายคนเกิดความสนใจอยากเข้ามามีส่วนร่วม เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในวงการฟุตบอล ถ้าเป็นเด็กหรือวัยรุ่นก็พยายามเดินสายคัดตัว เพื่อให้ได้เล่นในสโมสร ส่วนคนที่โตขึ้นมาหน่อยและรู้ตัวเองว่าฝีเท้าคงเอาดีในเชิงลูกหนังยาก ก็เบนสายมาแนวอื่น และ “เส้นทางโค้ช” ก็คือหนึ่งในตัวเลือกที่นิยมกันอย่างกว้างขวาง

หลายคนพยายามหาที่เรียนเพื่อที่จะได้ใบรับรองการประกอบอาชีพโค้ช เพื่อเป็นใบเบิกทางของตัวเองต่อไป ซึ่งส่วนใหญ่หลังจากที่จบคอร์สมาแล้ว มีบางกรณีกลับพบว่าประกาศนียบัตรที่รับมานั้นอาจจะไม่ได้รับการรับรองจากสมาพันธ์ฟุตบอลเอเชีย (เอเอฟซี) เนื่องจากวิทยากรหรือ “Instructor” ไม่ได้ผ่านขั้นตอนการสอบขึ้นทะเบียนเป็นผู้มีสิทธิ์ในการสอนคอร์สต่างๆ จากองค์กรลูกหนังของทวีปนั่นเอง

ลิม คิม ชอน อดีตนักเตะทีมชาติมาเลเซียที่ปัจจุบันเข้ามาทำหน้าที่เป็นหัวหน้าฝ่ายอบรมโค้ชให้กับสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย และผ่านการเป็น Instructor ให้กับเอเอฟซีมาอย่างยาวนาน อธิบายได้ช่วยไขข้อกระจ่างอย่างชัดเจน

“ปกติที่พบจากการตรวจสอบ มักจะเกิดจากมีผู้ที่จบคอร์สที่เกิดขึ้นในอดีต ที่อาจจะไม่ได้รับการรับรอง หรือ บันทึกไว้ โดยเอเอฟซี ซึ่งจริงๆผู้ที่จะเป็น Instructor ไม่ว่าจะเป็นคอร์สใดก็ตามต้องมีการอัพเดทความรู้อย่างน้อยทุกๆ 2 ปี”

"คนที่จะเป็น Instructor ที่ได้รับการรับรอง จะต้องเข้าร่วมกิจกรรมที่จัดขึ้นกับทางเอเอฟซี ไม่ว่าจะเป็นการอบรมหรือสัมมนา ถ้าขาดหายไปเป็นเวลา 2 ปีก็จะถือว่าไม่อยู่ในสารบบ เช่นเดียวกับโค้ช ที่ต้องทำงานในด้านโค้ชอย่างน้อย 2 ปี หากต้องการจะขยับไปไลเซนส์ที่สูงขึ้น”

ปัจจุบันในปี 2017 เมืองไทยมี Instructor ที่สามารถสอนคอร์ส AFC C LICENSE ชาวไทยเพียงคนเดียวที่ได้รับการรับรองจากเอเอฟซี คือ “โค้ชแดง” ทรงยศ กลิ่นศรีสุข

“การจะเป็น Instructor ไม่ใช่เรื่องง่าย เขาต้องลองเข้ามาเป็นผู้ช่วย เรียนรู้งานจากคนเป็น Instructor โดยเป็นผู้ช่วยในคอร์สก่อนไม่น้อยกว่า 3-4 งาน และยังต้องฝึกจัดเองอีก 2-3 งาน จึงจะได้รับอนุญาตจากเอเอฟซีได้ ถ้าคุณจัดดี ผู้เข้าร่วมอบรมแฮปปี้ คุณถึงจะสามารถเลื่อนขั้นจาก Instructor ระดับ ซี ไลเซนส์ เป็น บี ไลเซนส์ ได้ ซึ่งอย่างต่ำก็ต้องใช้เวลาประมาณ 2 ปี”

“แต่ถ้าหากจะขยับขึ้นไปสอนระดับ เอ ไลเซนส์ คุณก็ต้องใช้เวลาอีก 4-5 ปี คุณไม่สามารถกระโดดจาก Instructor ระดับ ซี ไลเซนส์ ไป เอ ไลเซนส์ ภายในปีเดียวหรอก ขณะเดียวกันหากจะขยับจาก เอ ไลเซนส์ เป็น โปร ไลเซนส์ ก็ต้องใช้เวลาอีก 2-3 ปี ซึ่งผมจะต้องประเมินเป็นรายบุคคลว่าใครผ่านไม่ผ่าน รวมแล้วก็ประมาณ 10 ปีพอดี”

ทำไมถึงต้องเรียน…

สำหรับ ซี ไลเซนส์ ในประเทศไทยนั้น นอกจากจะสามารถเป็นผู้ฝึกสอนในระดับไทยลีก 4 ได้แล้ว ยังเปิดอะคาเดมี่สอนฟุตบอลได้อีกด้วย

“มันทำให้คุณมีความน่าเชื่อถือ ส่งผลให้มีเด็กๆ สนใจเข้ามาเรียนมากขึ้น ถ้าคุณเป็นโค้ชที่ขึ้นทะเบียนไว้กับสมาคมฯ มันก็จะทำให้คุณได้รับความรู้ที่เป็นประโยชน์มาสอนเด็กๆมากขึ้น และถ้าเกิดอะไรขึ้น ทางสมาคมฯก็จะสามารถช่วยแก้ปัญหาได้” ลิม คิม ชอน กล่าว

“จริงๆผมอยากให้สาธารณชนรู้ว่าการที่โค้ชขึ้นทะเบียนไว้กับสมาคมฯเป็นเรื่องดี ไม่ว่าจะเป็นโค้ชสโมสรหรือเปิดอะคาเดมี่เอง”

สำหรับการเรียน ซี ไลเซนส์ นั้น ใช้เวลาเรียนทั้งสิ้น 14 วัน โดยเน้นไปที่การพัฒนาเทคนิคและเบสิคขั้นต้น โค้ชที่เรียนจะถูกสอนเรื่องการออกแบบและดูแลการซ้อม รวมถึงการตั้งเป้าหมายในการซ้อมขั้นพื้นฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับนักเตะเยาวชน ซึ่งมีทั้งการสอนแบบภาคสนาม ทดสอบให้คุมซ้อมและคุมทีม เพื่อดูว่าแต่ละคนมีวิธีการทำงานอย่างไร โค้ชที่ผ่านการอบรมก็จะมีความเข้าใจในเรื่องของทฤษฎี, แทคติก, กฎ กติกา, การซ้อม และหลักการคุมทีมในระดับเบื้องต้น

แน่นอนว่าตรงจุดนี้ ผู้ที่เข้าอบรมจะได้รับความรู้ที่ตกผลึกและเป็นความรู้ใหม่ จาก Instructor ที่ได้รับรองจากเอเอฟซี ไม่ใช่จาก Instructor อื่น ที่อาจจะยังใช้เนื้อหาเดิม และไม่ได้รับการอัพเดทให้เข้ากับยุคสมัยปัจจุบัน ซึ่งประกาศนียบัตรที่ได้จากคนเหล่านั้นไม่สามารถนำมาใช้อะไรได้

“หากประกาศนียบัตรที่ได้ไม่มีลายเซ็นจากประธานเอเอฟซี มันก็ยังไม่ได้รับการรับรองจากสมาพันธ์ฟุตบอลใดๆ” ลิม คิม ชอน ยืนยัน

สำหรับในมาเลเซียนั้น มีโค้ชที่ได้รับการรับรองจากเอเอฟซีเป็นจำนวนมาก ซึ่งครอบคลุมรัฐต่างๆ ทั่วประเทศ เฉพาะ Instructor ที่ทำฟูลไทม์อย่างเดียวก็มีมากถึง 15-16 คน อย่างไรก็ตามก็ยังมีโค้ชที่อยู่นอกสารบบเช่นกัน ซึ่งถ้าหากสมาคมฟุตบอลมาเลเซียตรวจสอบเจอ หรือทราบว่าไปรับงานที่สโมสรไหน ก็จะถูกเรียกให้ไปสอบใหม่

ส่วนที่สิงคโปร์ มีหลายคนที่จบระดับ โปร ไลเซนส์ ซึ่งก็มีบางคนที่ได้ทำงานเป็น Instructor ในต่างประเทศ เนื่องจากได้ภาษาอังกฤษ โดยที่แดนลอดช่องนั้นถือเป็นประเทศแรกในอาเซียนที่จัดคอร์สระดับนี้เมื่อปี 2012 เพราะตั้งแต่ปี 2010 - 2015 สมาคมฟุตบอลสิงคโปร์มีแผนยุทธศาสตร์ 5 ปี ผลักดันให้เฮดโค้ชในเอสลีกทุกคนต้องถือ โปร ไลเซนส์

ขณะที่เวียดนามโค้ชส่วนใหญ่จะเทียบเท่ากับระดับ ซี และ บี ซึ่งไม่ได้อยู่ในสารบบของเอเอฟซี พวกเขาจะต้องเข้ามาสอบและรีเฟรชความรู้ใหม่ เช่นเดียวกับอินโดนีเซีย แม้กระทั่งจีนและอินเดียซึ่งเป็นประเทศใหญ่ก็มีโค้ชไม่เพียงพอกับความต้องการของประชากร โดยเฉพาะจีนนั้นมีการเปลี่ยนโครงสร้างบ่อย แต่ที่ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้นั้นมีเป็นจำนวนมาก เพราะประเทศของเขามีการพัฒนาวงการฟุตบอลตั้งแต่ระดับรากหญ้า

เกี่ยวกับเรื่องค่าใช้จ่าย (แพงเกินไปหรือไม่?)

“เราต้องการทำให้ทุกอย่างเป็นมืออาชีพ ซึ่งสิ่งที่ตามมาก็คงจะเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดการอบรม” มร. ลิม กล่าวถึงเหตุผลที่ต้องมีค่าใช้จ่ายในการอบรมโค้ชระดับ ซี, บี, เอ และ โปร ไลเซนส์

“แต่เงินที่คุณนำมาลงกับความรู้นั้น ในที่สุดมันก็จะคืนทุนให้กับคุณ คุณจ่ายไปแค่ครั้งเดียว แล้วคุณก็จะได้ผลกำไรระยะยาวกลับมา”

โดยค่าใช้จ่ายระดับ ซี ไลเซนส์ ในเมืองไทยอยู่ที่ 27,000 บาท (รวมค่าวิทยากร, ค่ายูนิฟอร์ม, ค่าอาหารและที่พัก) ส่วนประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียที่ตกอยู่ประมาณ 4,000-5,000 ริงกิต (ราว 32,000-40,000 บาท) ขณะที่สิงคโปร์อยู่ที่ 650 ดอลล่าร์สิงคโปร์ (ราว 17,000 บาท) ไม่รวมค่าลงทะเบียนและค่าประกัน และเวียดนามอยู่ที่ 230 ดอลล่าร์สหรัฐฯ (ราว 7,900 บาท) ไม่รวมค่าอาหารและที่พัก

มาดูที่บรรดาชาติใหญ่ๆ ของทวีปกันบ้าง ออสเตรเลียค่าใช้จ่ายอยู่ระหว่าง 1,050 - 1,650 ดอลล่าร์ออสเตรเลีย (ราว 27,000 - 42,000 บาท) ขณะที่ญี่ปุ่น ค่าอบรมคอร์สระดับ ซี ไลเซนส์ จะแตกต่างกันตามแต่ละจังหวัด ยกตัวอย่างเช่น จังหวัดคานางาวะที่เสียค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 51,880 เยน (ราว 15,000 บาท) ไม่รวมค่าลงทะเบียน ส่วนจีนจะอยู่ที่ 1,500 หยวน (ราว 7,500 บาท) ไม่รวมค่าที่พัก ขณะที่เกาหลีใต้อยู่ที่ 900,000 วอน (ราว 27,000 บาท)

แม้ค่าคอร์สของไทยจะถือได้ว่าสูงเมื่อเทียบกับชาติอื่นที่ยกตัวอย่างมาข้างต้น แต่ก็ครอบคลุมหมดทั้งค่าวิทยากร, ค่ายูนิฟอร์ม, ค่าอาหารและที่พัก ดังนั้นจึงไม่ถือว่า จ่ายแพงกว่าแต่อย่างใด

Introductory Course ทางเลือกสำหรับโค้ชท้องถิ่น

หลายคนอาจจะมองว่า การที่ราคาคอร์สอบรม ซี ไลเซนส์ มีราคาแพง เป็นการปิดกั้นโอกาสโค้ชท้องถิ่นซึ่งไม่มีทุนทรัพย์ ซึ่งจริงๆ แล้วไม่เป็นเช่นนั้น เพราะทางสมาคมฯก็มีคอร์สอบรมสำหรับปรับพื้นฐานโค้ชฟุตบอลอย่าง FA Thailand Introductory Course ที่เปิดสอนฟรี ขณะที่เกาหลีใต้ต้องจ่าย 213,000 วอน (ราว 6,300 บาท) เพื่อจะได้เรียนคอร์สนี้ ส่วนจีนต้องจ่าย 2,000 หยวน (ราว 10,000 บาท) ไม่รวมเสื้อผ้า, ที่พัก และค่าเดินทางอีกต่างหาก

โดยคอร์ส FA Thailand Introductory จะมีระยะเวลาการอบรม 5 วัน และได้ตระเวนจัดมาแล้วหลายจังหวัด ไม่ว่าจะเป็นเชียงราย, นครราชสีมา, สุราษฎร์ธานี,​ อยุธยา, ศรีสะเกษ เพื่อจะได้กระจายองค์ความรู้ให้ทั่วถึงทุกจังหวัด และที่ผ่านมาก็ได้รับการตอบรับด้วยดีมาตลอด มีผู้เข้าอบรมไม่น้อยกว่าคลาสละ 20-30 คน จนถึงตอนนี้มีผู้ที่จบหลักสูตรไปแล้วไม่น้อยกว่า 200 คนเลยทีเดียว

ซึ่งผู้ที่ได้รับประกาศนียบัตรดังกล่าว รวมถึงคนที่ได้ T License ก่อนปี 2015 สามารถนำความรู้ที่ได้ ไปสอนเด็กๆ ในท้องถิ่น เพื่อพัฒนาทักษะเยาวชนให้เป็นไปอย่างถูกต้องและเหมาะสมในทิศทางเดียวกันครอบคลุมทั่วทั้งประเทศ หรือจะต่อยอดเพื่ออบรม ซี ไลเซนส์ ได้

ทางสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯมีนโยบายเพิ่มรอบขึ้นอีกในอนาคต แต่อุปสรรคก็คือจำนวนวิทยากรที่ผ่านการรับรองโดยสมาคมฯและเอเอฟซี ที่มีอยู่อย่างจำกัด

ทิศทางการอบรม ซี ไลเซนส์ ในเมืองไทย

ในปีนี้ สมาคมฟุตบอลฯ ได้มีแผนจัดการอบรมทั้งหมด 10 ครั้ง แบ่งเป็นสำหรับบุคคลทั่วไป 6 ครั้ง และไทยลีก 1 ถึงไทยลีก 4 ดิวิชั่นละครั้ง ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับจีน (30 ครั้ง), เกาหลีใต้ (18 ครั้ง), ออสเตรเลีย (22 ครั้ง) หรือแม้กระทั่งมาเลเซีย (19 ครั้ง) ก็ถือว่าน้อยกว่าพอสมควรเลยทีเดียว ยังไม่นับรวมญี่ปุ่นที่แม้จะจัดครั้งเดียว แต่ก็ทั่วถึงทั้ง 47 จังหวัด เนื่องจากวิทยากรหรือ Instructor ของ JFA นั้น มีมากถึง 52 คนด้วยกัน นั่นทำให้โค้ชระดับ ซี ไลเซนส์ ในแดนอาทิตย์อุทัยมีมากกว่า 3,000 คนในแต่ละปี รวมทั้งหมดแล้วมีโค้ชทุกระดับเกือบ 200,000 คน

ขณะที่ทางฝั่งเกาหลีใต้เอง ก็สามารถผลิตโค้ชระดับ ซี ไลเซนส์ ได้มากกว่า 3,500 คน นั่นทำให้การพัฒนาเยาวชนเป็นไปอย่างครอบคลุมทั่วทั้งประเทศ

ซึ่งเป้าหมายของไทยอันดับแรกคือการมีวิทยากรแบบฟูลไทม์ที่ได้รับการรับรองจากสมาคมฯและเอเอฟซีให้ได้อย่างน้อยภาคละคน ให้สามารถจัดอบรมโค้ชระดับ ซี ไลเซนส์ ได้มากขึ้น เพื่อที่จะป้อนโค้ชฝีมือดีเข้าสู่วงการลูกหนังอย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกันการผลักดันโค้ชระดับ ซี ไลเซนส์ ให้ต่อยอดไปถึง บี, เอ และ โปร ไลเซนส์ ก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะหากได้โค้ชที่มีคุณภาพ ฝีเท้าของเยาวชนก็จะดีขึ้นตามไปด้วย อย่างที่ประเทศญี่ปุ่น ครูพละที่ฝึกสอนฟุตบอลระดับมัธยมจะต้องอยู่ในระดับ เอ ไลเซนส์ ขึ้นไป นั่นทำให้มาตรฐานของเด็กที่ผ่านระบบฟุตบอลโรงเรียนกับระบบอะคาเดมี่ของสโมสรแทบไม่ต่างกันเลย

นั่นจึงเป็นเหตุผลสำคัญที่สมาคมฯตระหนักดีว่า การจะพัฒนาวงการฟุตบอลทุกระดับได้นั้น จะต้องพัฒนาโค้ชก่อนเป็นอันดับแรก...

 

เขียน/เรียบเรียง : ศุภโชค อ่วมกลัด

ที่ปรึกษา : พาทิศ ศุภะพงษ์