เจาะลึกคนเบื้องหลัง : ‘แมตช์ คอมมิชชันเนอร์’ เขาคือใคร?

19 ส.ค. 2017 09:43:00

1 month ago

House of Thai Football ขอพาผู้อ่านไปรู้จักกับ แมตช์ คอมมิชชันเนอร์ หนึ่งในส่วนสำคัญของเกมลูกหนัง ที่บางคนอาจมองข้ามไป
Picture

ประเด็นสำคัญ

  • ผู้ควบคุมการแข่งขัน (แมตช์ คอมมิชชันเนอร์ - Match Commissionner) คือคนที่ทำหน้าที่ดูแลเกมการแข่งขันฟุตบอลให้ลุล่วงตามโปรแกรมเตะ รวมถึงกฎ กติกา มารยาท ที่ระบุไว้ในระเบียบลูกหนัง
  • ทุกๆปี ทางสมาพันธ์ฟุตบอลเอเชีย (เอเอฟซี) จะเปิดให้สมาคมฟุตบอลแต่ละชาติสมาชิก ส่งตัวแทนไปสอบเป็น เอเอฟซี แมตช์ คอมมิชชันเนอร์ ปีละ 3 คน และเพิ่มได้อีก 2 คนในกรณีเป็นผู้หญิง โดยแต่ละสมาคมฯเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย
  • โดย เอเอฟซี แมตช์ คอมมิชชันเนอร์ เป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในการบริหารงานในวันแข่งขัน และเป็นผู้แทนของสมาพันธ์ฟุตบอลแห่งเอเชียในแมตช์นั้นๆ อย่างไรก็ตามก็ต้องคอยติดต่อกับทางเอเอฟซีได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อร่วมตัดสินใจหรือขอความคิดเห็นในเหตุการณ์ที่เกินจากขอบเขตหน้าที่
  • หากเป็นรายการแข่งขันที่จัดขึ้นโดยฟีฟ่า สภากรรมการหรือบุคคลสำคัญจะเป็นผู้ทำหน้าที่เซ็นรับรองการแข่งขัน แต่บทบาทในการควบคุมการแข่งขันจะยังเป็นของ แมตช์ คอมมิชชันเนอร์ ซึ่งจะเรียกว่า โค-ออดิเนเตอร์ (Co-ordinator) โดยองค์กรลูกหนังแต่ละทวีปจะคัดคนเข้าไปทำหน้าที่จากผลงาน ส่วนโควต้าจะมากหรือน้อยตามสัดส่วนว่าทวีปใดเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน

ด้วยความที่ปัจจุบัน “ฟุตบอล” มีมูลค่าทางการตลาดมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของตั๋วชมการแข่งขัน, สินค้า รวมถึงลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด ที่แพร่ภาพไปทั่วประเทศ (และทั่วโลก) ทำให้ในแต่ละแมตช์จะให้ “ปัง” อย่างเดียวไม่พอ  ต้อง “เป๊ะ” ทุกระเบียดนิ้วด้วย

เพราะหากเกิดสิ่งไม่คาดฝันที่ทำให้เกมเกิดล่าช้า หรือหยุดชะงักกลางคันขึ้นมา เสียหายหลายแสนแน่นอน นี่ไม่ใช่คำเปรียบเปรยแต่อย่างใด ลองคิดแค่ค่าโฆษณานาทีเดียวก็ 6 หลักแล้ว และที่หนักกว่านั้นคือเลื่อนการแข่งขัน แฟนบอลต้องตีรถเปล่าอีกเท่าไร?

นี่จึงเป็นเหตุผลที่จำเป็นต้องมี “ผู้ควบคุมการแข่งขัน” หรือ “แมตช์ คอมมิชชันเนอร์” ที่คอยขับเคลื่อนเกมให้เป็นไปตามกฎเกณฑ์ที่กำหนด ให้แมตช์การแข่งขันดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย เกิดปัญหาน้อยสุดเท่าที่จะเป็นไปได้ตามโปรแกรมที่วางไว้

“ในต่างประเทศ หน้าที่ของ แมตช์ คอมมิชชันเนอร์ คือให้เกมการแข่งขันเกิดขึ้น ไม่ใช่ไปแล้วหยุดการแข่งขัน ดังนั้นปัญหาทุกอย่างต้องพยายามแก้ไขให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะคนดูอยู่ตรงนั้นแล้ว ทุกอย่างอยู่ตรงนั้นแล้ว” คุณพาทิศ ศุภะพงษ์ รองเลขาธิการฝ่ายต่างประเทศฯ และโฆษกสมาคมฯ ที่ควบตำแหน่ง เอเอฟซี แมตช์ คอมมิชชันเนอร์ คนแรกของไทยด้วยกล่าว

คนเบื้องหลัง

“แมตช์ คอมมิชชันเนอร์ จะต้องไปถึงหน้างานเพื่อตรวจสอบความพร้อมก่อนเตะไม่น้อยกว่า 5 ชั่วโมง ส่วนของเอเอฟซีจะต้องไปถึงสนามก่อน 2 วัน โดยตรวจตั้งแต่การตีเส้น โกล ลูกฟุตบอล อุปกรณ์ต่างๆ สภาพพื้นสนาม ม้านั่งสำรอง ระบบความปลอดภัย ห้องพักนักกีฬา ห้องผู้ตัดสิน ห้องวีไอพี บริเวณที่นั่งของแฟนทั้งทีมเหย้าและทีมเยือน” คุณกรวีร์ ปริศนานันทกุล รองประธานฝ่ายจัดการแข่งขัน บริษัท ไทยลีก จำกัด เปิดเผยกับ House of Thai Football

“พอตรวจสนามเสร็จ มีการประชุมทีม ก็จะมีตัวแทนจากทั้งสองสโมสร และเจ้าหน้าที่ของสนาม ผู้ตัดสิน เข้ามานั่งประชุม เตรียมความพร้อมสำหรับการแข่งในวันนั้น ก็จะมีเรื่องของชุดแข่ง เวลาในการเดินเข้าสนาม การส่งรายชื่อผู้เล่น”

“ประชุมเสร็จ แมตช์ คอมมิชชันเนอร์ ก็จะทำการยืนยัน 11 ผู้เล่นตัวจริง และดูแลในเรื่องของการวอร์มอัพเริ่มเกม นอกจากนี้ยังมีประสานกับเจ้าบ้านในเรื่องของการเตรียมความพร้อมของสนาม ความพร้อมของแฟนบอล ความปลอดภัย ไปจนถึงเริ่มแข่งขันที่ต้องทำหน้าที่กำชับให้การคิกออฟเริ่มตรงเวลา อย่างบอลเตะบ่าย 4 โมง บ่าย 4 โมงเป๊ะก็ต้องเริ่มเตะ ไม่ใช่บ่าย 3 โมง 59 นาที หรือบ่าย 4 โมง 5 นาที”

อย่างอีเว้นท์สำคัญๆก่อนเกมที่เราเห็นในลีกสูงสุดของอังกฤษ ก็ต้องมีการแจ้งต่อพรีเมียร์ลีกล่วงหน้าหลายสัปดาห์ เพื่อทำการเซ็ตเวลากิจกรรมไม่ให้มีผลกระทบต่อการถ่ายทอดสด

และใช่ว่าพอแมตช์เริ่มเตะแล้ว หน้าที่จะจบสิ้น เพราะต้องเป็นฝ่ายดูแลการแข่งขันให้เรียบร้อยไปจนตลอดรอดฝั่ง ขณะเดียวกันก็ต้องพร้อมรับมือกับเหตุการณ์อันไม่คาดฝัน อย่างการมีสิ่งแปลกปลอมหรือคนแปลกหน้าเข้ามาในสนาม, ไฟดับ รวมถึงสภาพอากาศเลวร้าย

“อย่างกรณีที่มีน้ำขังเป็นแห่งๆ ตามกฎของฟีฟ่าแล้ว จะต้องพยายามแข่งให้จบให้ได้ แม้สภาพสนาม ณ ตรงนั้นอาจไม่ได้ดีมาก แต่ถ้าพอเล่นได้ก็ต้องดำเนินต่อไป จนกว่าจะอยู่ในสภาพที่ไม่สามารถเล่นได้โดยสิ้นเชิง อย่างน้ำเจิ่งจนบอลลอยบนผิวน้ำแทนผิวหญ้า แบบนี้เล่นไม่ได้” คุณพาทิศกล่าวเสริม

“หรือถ้าเป็นเรื่องของความปลอดภัย อย่าง ฟ้าแล่บ ฟ้าผ่า ก็ต้องมีคำสั่งให้หยุดเกมก่อน หรือถ้าเกิดก่อนแข่งไม่มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย, ไม่มีรถพยาบาล ก็ต้องมีการเลื่อนเวลาคิกออฟออกไป เพราะถ้าเกิดมีใครบาดเจ็บขึ้นมา ไม่มีใครช่วยได้”

ตามกฎของฟีฟ่า ในการหยุดเกม แมตช์ คอมมิชชันเนอร์ จะเป็นคนให้ข้อมูลแก่ผู้ตัดสินว่าจะควรจะหยุดเกมหรือไม่ ซึ่งจะหยุดได้ 2 ครั้งๆ ละ 30 นาที หรืออาจจะนานกว่านั้นซึ่งก็ต้องดูตามสถานการณ์ เนื่องจากนักเตะเหงื่อแห้ง ตัวเย็นแล้ว และหากเลิกแข่งต้องทำการแข่งใหม่ภายใน 24 ชั่วโมง ซึ่งส่วนใหญ่จะเล่นกันตอนเช้า หรือตามแต่ที่สมาคมฟุตบอลทั้ง 2 สมาคมตกลงกัน

ถ้ามุ่งมั่น ตั้งใจ ก็เป็นได้

เพราะมีความสำคัญต่อเกมการแข่งขันเช่นนี้นี่เอง จึงทำให้คนที่มีใจรักในเกมลูกหนังอยากเข้ามามีส่วนรวมกันมาก เนื่องจากสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯเปิดกว้างกับแฟนบอลทุกคน โดยไม่จำเป็นต้องเคยอยู่ในแวดวงลูกหนังมาก่อน

“ในปีที่แล้ว มีคนหน้าใหม่ที่ไม่เคยทำหน้าที่มาก่อนแต่สนใจเข้ามาเยอะมาก มีทั้งครู อดีตตำรวจ ทหาร อดีตนักกีฬา อาจารย์วิทยาลัยพละ พนักงานเอกชน เนื่องจากมันไม่ใช่งานประจำ และทำเสาร์-อาทิตย์ ถือเป็นการมีส่วนร่วมกับวงการฟุตบอลได้อีกทางหนึ่ง” คุณกรวีร์กล่าว

“เรามีการเปิดกว้างกับทุกสาขาอาชีพ มีการประกาศรับสมัครทางเว็บไซต์ไทยลีก โดยให้เขียนเหตุผลว่า เพราะเหตุใดถึงอยากเป็น แมตช์ คอมมิชชันเนอร์ พร้อมกับดูประวัติทางเรซูเม่ ถ้าผ่านการคัดเลือกก็จะมีการอบรม ซึ่งเราก็จะสอนเกี่ยวกับรายละเอียด กฎ กติกา และให้เป็นผู้สังเกตการณ์ จากนั้นก็มีการทดลองงานโดยให้เป็นผู้ช่วย แมตช์ คอมมิชชันเนอร์ เป็นเวลา 4 สัปดาห์ 4 ครั้ง เพื่อให้รู้หน้างานว่าต้องทำอะไรบ้าง แล้วค่อยทำเต็มตัว”

ผู้ที่จะทำหน้าที่ แมตช์ คอมมิชชันเนอร์ จะต้องเป็นคนในภูมิภาคเดียวกับแมตช์ที่ตนเองรับผิดชอบ แต่จะไม่ได้ทำหน้าที่ในภูมิลำเนาหรือจังหวัดที่ตัวเองอาศัยอยู่ โดยมีการแจ้งให้ทราบในวันพุธว่าใครจะไปแมตช์ไหน ซึ่งทุกคนก็จะเริ่มต้นเกี่ยวกับประสบการณ์จาก T4 ก่อน แน่นอนว่า หากมีผลงานที่ดี ก็มีโอกาสเลื่อนขั้นขึ้นไปในระดับ T3, T2, T1 จนถึงระดับนานาชาติในอนาคต

ระดับเอเชีย

ปัจจุบัน คนไทยที่เป็น เอเอฟซี แมตช์ คอมมิชชันเนอร์ ระดับเอเชียอยู่ 2 คน คือคุณ พาทิศ ศุภะพงษ์ กับ คุณ ไพฤทธิ์ ต้านไพรี หัวหน้าฝ่ายจัดการแข่งขัน บริษัท ไทยลีก จำกัด และตอนนี้ ทางสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯก็กำลังอยู่ในช่วงศึกษาหาแนวทาง ที่จะสร้าง แมตช์ คอมมิชชันเนอร์ เลือดใหม่ที่มีคุณภาพขึ้นมา เพื่อช่วยกันยกระดับการแข่งขันของฟุตบอลไทย

และในปีนี้ ก็มีการส่งคุณ กรวีร์ ปริศนานันทกุล เข้าสอบในการเป็น แมตช์ คอมมิชชันเนอร์ ในระดับเอเชีย

“ใน 3 วันที่ผมไปอบรม เขาแบ่งเป็น 3 กลุ่ม หนึ่งคือแมตช์คอมที่ทำหน้าที่ในปัจจุบัน สองคือผู้เข้าร่วมที่ได้รับการเชิญจากเอเอฟซีโดยตรง สามคือที่สมาคมฟุตบอลส่งเข้ามาเป็นตัวแทน วัตถุประสงค์ที่จัดขึ้นก็เพราะเอาทั้งแมตช์คอมเก่าและแมตช์คอมใหม่เอามาอบรม มาให้ความรู้ใหม่” คุณกรวีร์อธิบาย

“เพราะว่าในแต่ละปี อาจมีระเบียบ กฎ กติกาในการแข่งขันที่เปลี่ยนแปลงไป แมตช์ คอมมิชชันเนอร์ ที่ทำหน้าที่อยู่ก็ต้องมาสอบด้วยทุก 2 ปี ซึ่งก็ต้องสอบให้ได้ตามเกณฑ์ที่กำหนด เช่นเดียวกับกลุ่มหน้าใหม่”

“ซึ่งก่อนที่จะเข้าอบรม ทางเอเอฟซีจะบอกล่วงหน้าเลยว่า ให้เตรียมล่วงหน้า 10 วัน มีโปรแกรมอะไรบ้าง และจะอบรมเรื่องอะไร เขาส่งมาให้ทั้งไฟล์พรีเซนเทชั่นที่จะใช้ในวันที่ประชุม แล้วก็ตำราคู่มือเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ เช่นเรื่องสนาม เขาจะส่งทั้งไฟล์พรีเซนเทชั่นและตำราที่เกี่ยวข้องกับสนามเพื่อให้เรามาอ่านคู่กันไป ดังนั้นก็ควรต้องทำการบ้านไปก่อน”

โดยเนื้อหาที่ทางสมาพันธ์ฟุตบอลเอเชียอบรมมีทั้งเรื่องพื้นฐานอย่างกฎระเบียบ คู่มือจัดการแข่งขันที่อัพเดท เรื่องเกี่ยวกับมารยาททางวินัย ไปจนถึงการประท้วง ที่เกี่ยวข้องกับหน้าที่ของ แมตช์ คอมมิชชันเนอร์ โดยตรง นอกจากนี้ยังมีการเชิญวิทยากรจากยูฟ่าและฟีฟ่ามาให้ความรู้ด้วย

“สิ่งที่ผมได้เห็นจากเอเอฟซี มีการเตรียมตัวและมีความเป็นมืออาชีพสูง เขามีการวางแผนแต่ละคอร์ส ว่าจะมีการอบรมเรื่องอะไร เวลาที่ใช้ในการอบรมกี่นาที ซึ่งตรงต่อเวลามากๆ” คุณกรวีร์กล่าวต่อ

“แต่ละวันเขาก็จะมีโจทย์ว่า วันนี้ต้องรู้เรื่องอะไร มีทั้งการอบรมภาคทฤษฎีและปฏิบัติ อย่างเรื่องการตรวจสนาม เขาก็พาไปที่ชาห์ อลัม ซึ่งทำการแข่งขันนัดเปิดสนามซีเกมส์ของทีมชาติไทย รุ่นอายุไม่เกิน 22 ปี เพื่อได้ไปเห็นของจริง ว่าห้องทำงานของ แมตช์ คอมมิชชันเนอร์ มีอะไรบ้าง และมีการเช็คความพร้อมของสนาม การรักษาความปลอดภัย วิธีการวัดแสงสว่าง ซึ่งเขาก็ให้ปฏิบัติจริงที่หน้างาน”

“ส่วนวันที่ 3 วันสุดท้ายก็มีทั้งการทดสอบ แล้วก็มีการอบรมการใช้ระบบ AFCAS (AFC Administration System) เป็นระบบที่ แมตช์ คอมมิชชันเนอร์ และผู้ตัดสินใช้ในการติดต่อประสานงานการแข่งขัน เขามีการอบรม ทดลองทำ และให้สอบ เป็นการนำเอาความรู้ทั้งหมดที่เรียนมาประเมินว่า แมตช์ คอมมิชชันเนอร์ สามารถทำงานได้ไหม สามารถตอบคำถามต่างๆได้ไหม”

“ซึ่งการสอบนั้น เอเอฟซีไม่ได้ออกข้อสอบถามเชิงทฤษฎีเท่านั้น เขายังมี Case Study แบบคลิปของจริงมาให้ดู 3 คลิป แล้วตั้งคำถามว่า ถ้าเราเป็นแมตช์คอม เราจะบริหารจัดการแก้ไขอย่างไร มีวิธีการทำรายงานส่งเอเอฟซีอย่างไร”  

โดยจำนวน แมตช์ คอมมิชชันเนอร์ ที่เอเอฟซีคัดเลือกเข้ามาทำงานในแต่ละปีนั้น จะมีการพิจารณาจากจำนวนแมตช์การแข่งขันทั้งหมดที่จัดโดยสมาพันธ์ฟุตบอลเอเชีย และจำนวน แมตช์ คอมมิชชันเนอร์ ที่มีอยู่ในปีก่อนหน้า เพื่อให้ไม่มีกำลังพลมากหรือน้อยเกินไป  

ส่วนระบบการคัดเลือก เอเอฟซีจะตัด แมตช์ คอมมิชชันเนอร์ หน้าเก่าออกไป 10% โดยคัดจากผู้ที่มีคะแนนน้อยที่สุด แล้วดึง แมตช์ คอมมิชชันเนอร์ ที่มีคะแนนสอบมากที่สุดเข้ามาแทนด้วยเปอร์เซ็นต์ที่เท่ากัน

“นี่คือระบบที่ผมคิดว่านี่คือการคัดกรองคนที่จะเข้าไปทำหน้าที่ๆมีความพร้อมจริงๆ คนที่ทำหน้าที่อยู่แล้ว แต่ทำหน้าที่ไม่ได้จริงก็ต้องออกไป ก็จะทำให้มีทั้งคนใหม่ที่เติมเข้าไปกับคนเก่าที่ไม่พร้อม สอบไม่ผ่านที่ต้องออกมา ถ้าสอบไม่ผ่านคุณต้องเว้นวรรคไปอีก 2 ปีจึงจะได้สอบใหม่” คุณวรวีร์กล่าวเสริม

“ในบางประเทศ อย่างเกาหลีใต้ เขามีการสอบภายในสมาคมฯก่อน เพื่อทำให้แน่ใจว่าได้คนที่มีศักยภาพไปสอบ ผมคิดว่ามันเป็นแนวความคิดที่สามารถนำไปใช้ได้ทั้งใน T1 T2 T3 T4 ในการสรรหาคนใหม่ รวมถึงใช้คัดกรองคนที่มีอยู่เดิมด้วย เพื่อให้มีมาตรฐานมากขึ้น ก็คงต้องเสนอเป็นแนวความคิดต่อสมาคมฯต่อไป"

ยกระดับแมตช์คอมฯ = ยกระดับเกมลูกหนัง

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการที่จะสามารถยกระดับเกมการแข่งขันให้มีความเป็นสากลได้นั้น ผู้ควบคุมการแข่งขันจะต้องมีกระบวนการคิด และมาตรฐานแบบเดียวกับที่นานาชาติใช้ตัดสิน

“แมตช์ คอมมิชชันเนอร์ มีส่วนสำคัญอย่างมากในการพัฒนามาตรฐานการแข่งขันให้กับวงการฟุตบอลไทย เพราะพวกเขาคือคนที่จะเป็นตัวแทนของสมาคมฯในการจัดการแข่งขันแต่ละนัด ดังนั้นถ้าเราได้ แมตช์ คอมมิชชันเนอร์ ที่มีคุณภาพ พวกเขาจะรู้ถึงมาตรฐานที่เราอยากให้ออกมาในแต่ละแมตช์เป็นอย่างไร” คุณกรวีร์กล่าว

“คนไทยตอนนี้มี เอเอฟซี แมตช์ คอมมิชชันเนอร์ แค่ 2 คน ฮ่องกงมีเป็น 10 ประเทศอื่นก็มีหลายคน มันจึงเป็นโจทย์ที่ท้าทายความสามารถของสมาคมฯและของคนไทยด้วยที่จะก้าวไปยังระดับเอเชียได้ ก็คิดว่าในฤดูกาลหน้าน่าจะมีวิธีการใหม่ๆที่จะพัฒนาศักยภาพผู้ควบคุมการแข่งขันให้สูงกว่าเดิม”

“คนไหนที่มีศักยภาพ เรายินดีสนับสนุนให้เขาไปทำบนเวทีที่ใหญ่ขึ้นในระดับเอเชีย เพื่อที่ว่าจะเอาประสบการณ์นั้นกลับมาพัฒนาวงการฟุตบอลบ้านเรา นอกจากนี้เราจะเปิดโอกาสให้คนใหม่ที่มีความสนใจเกมฟุตบอล ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการแข่งขันให้มากขึ้นด้วยในฤดูกาลต่อไป”

“ผมก็จะนำความรู้ที่ได้จากการอบรมมาพัฒนาวงการฟุตบอลไทย ยกตัวอย่างเช่นการใช้ Case Study เราก็จะเอาคลิปเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นแต่ละนัด มาพูดคุยกับแมตช์คอมว่าถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้ เราจะทำอย่างไร”

“การอบรมปีหน้าที่คิดไว้ ก็น่าจะเป็นรูปเป็นร่าง เข้มข้นมากขึ้น เพื่อให้แมตช์คอมหน้าใหม่ที่จะเข้ามา รวมถึงคนที่ทำหน้าที่อยู่ เขาได้อะไรมากขึ้น เขามีความเข้าใจในกฎระเบียบมากขึ้น มีความพร้อมในการออกไปทำหน้าที่มากขึ้น"

“ฤดูกาลล่าสุดผมก็ได้ปรึกษากับคุณ เบน (เบนจามิน ตัน ผู้อำนวยการฝ่ายคลับ ไลเซนซิง และ รองประธานฝ่ายบริหาร บริษัท ไทยลีก จำกัด) และพี่โจ (พาทิศ ศุภะพงษ์) ถึงจำนวน แมตช์ คอมมิชชันเนอร์ ที่จะนำมาใช้บางส่วน ยกตัวอย่างเช่น ใน 1 โซนจะมีทั้งหมด 12 ทีม ในแต่ละสัปดาห์ก็จะมีการแข่งขัน 6 นัด ดังนั้นในแต่ละวีค เราไม่ต้องการแมตช์คอม 30 คน เพื่อการแข่งขัน 6 นัด แต่เราต้องการ 12 คนที่มีคุณภาพและทำหน้าที่อย่างต่อเนื่อง” คุณกรวีร์กล่าวเสริม

“เพราะการมี 20-30 คน นั่นหมายความว่าจะแต่ละคนต้องรอไปถึง 5 สัปดาห์กว่าจะได้ทำนัดที่ 2 ของตัวเอง ซึ่งแบบนั้น คุณภาพก็จะไม่ได้ เพราะเขาไม่ได้ทำงานอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นเราต้องลดปริมาณ เพิ่มคุณภาพ มีการประเมินวัดผลอย่างต่อเนื่อง ใครทำดี เราโปรโมตขึ้นไป ใครที่ยังไม่พร้อม เราก็พักไว้ และหาคนใหม่เข้ามาเป็น”

โดยคุณกรวีร์ได้ฝากทิ้งท้ายถึงคนที่อยากเข้ามาเป็น แมตช์ คอมมิชชันเนอร์ ว่า “ก่อนอื่นเลยต้องมีใจรักในเกมฟุตบอล รู้กฎ กติกา พื้นฐานของเกมฟุตบอล เพื่อที่ว่าจะสามารถนำมาต่อยอดงานตรงนี้ได้ และต้องมีวุฒิภาวะ ภาวะผู้นำ ที่สามารถตัดสินใจ มีวิจารณญาณในการแก้ไขปัญหาต่างๆเฉพาะหน้ามากพอสมควร เพราะในแต่ละแมตช์ เราไม่สามารถรู้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ทั้งในสนามและนอกสนาม ซึ่งผมมองว่า 2 ส่วนนี้สำคัญมาก”

เพราะเกมฟุตบอลในปัจุบัน คุณค่า และ มูลค่า จะต้องมาพร้อมๆกันนั่นเอง

 

เขียน/เรียบเรียง : ศุภโชค อ่วมกลัด

ที่ปรึกษา : พาทิศ ศุภะพงษ์